สวนละอองฟ้า: มากกว่าความเป็นสวนทุเรียน

คุณชาตรี

คุณชาตรี เจ้าของสวนกับสาธิตการแกะทุเรียน ลูกนี้คือทองสมพงษ์ Photo cr. Yindee Lertchareonchok

“ชิมกันค่ะ นี่แดงสาวน้อย นี่นมสดค่ะ นี่ชะนี” ในช่วงสายของวันอาทิตย์ทันทีที่พวกเราเข้าไปถึงคุณแดงภรรยาของคุณชาตรีเชื้อเชิญและแนะนำให้พวกเราได้รู้จักกับสิ่งใหม่ๆในชีวิต ในขณะที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่เราเรียกชื่อเล่นๆของเขาว่าเจ กำลังขมีขมันแกะทุเรียนให้พวกเราได้ชิมกันที่สวนละอองฟ้า ณ.บ้านเขาทุเรียน อำเภอเมือง นครนายก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้มาที่สวนละอองฟ้าแต่ครั้งนั้นมาแค่ทำความรู้จักกับเจ้าของสวนและไม่ใช่หน้าทุเรียน แต่ในการมาครั้งนี้ทำให้ได้พบกับความแปลกใหม่และความพิเศษหรือน่าทึ่งอยู่หลายประการทีเดียว อย่างแรกเลยก็ เริ่มต้นที่ชื่อที่คุณแดงแนะนำข้างต้นนั้นล้วนคือชื่อของทุเรียนพันธุ์ต่างๆที่วางอยู่ตรงหน้าของเรา ที่จะต้องขอบอกตามตรงว่า รู้จักแค่ชะนีอย่างเดียว นอกเหนือจากชื่อเหล่านี้แล้ว แต่ยังมีอีกหลายๆชื่อตามเข้ามาให้ชิมกัน เช่น ละเวง ฟักข้าว ชายมังคุด ทองสมพงษ์ ทองรมธาร และ ละอองฟ้า อันเป็นที่มาของชื่อสวน แต่ที่นี่ไม่ได้มีทุเรียนเพียงเท่าชื่อที่เอ่ยถึงนี้แต่มีอีกไม่น้อยกว่า 50  พันธุ์ ทั้งเป็นพันธุ์โบราณดั้งเดิมที่หาได้ยากแล้วในวันนี้และพันธุ์ที่ทางสวนนี้คิดขึ้นมาใหม่ แน่นอนว่าที่พบได้ในท้องตลาดทั่วไปคือ ชะนี หมอนทอง ก้านยาวก็รวมอยู่ด้วย โดยทุเรียนแต่ละพันธุ์ก็มีความแตกต่างกันออกไปทั้งที่มาที่ไปและรสชาติ

นมสด-edit

นมสด

“อย่างนมสด นี่ตอนกินถ้าจะอมไว้ในคอก่อนจะกลืนก็จะมีรสชาติที่รู้สึกได้ว่าคล้ายๆนมสดอยู่ในคอ” เจชายหนุ่มจากเยาวราชผู้หลงใหลในความมหัศจรรย์ของทุเรียนอธิบายถึงวีการกินที่ให้ได้รสชาติที่แท้ของทุเรียนพันธุ์นมสด และ เจ ก็เป็นอีกหนึ่งในความน่าทึ่งที่ได้เจอในสวนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน เจไม่เพียงจะปอกทุเรียนให้ชิมแต่เขารู้จักทุเรียนแต่ละชนิดอย่างลึกซึ้ง ถามว่าเจเรียนเกษตรมาหรือก็ไม่ใช่ เจไม่ใช่ชาวสวน เจเกิดมาในครอบครัวชาวจีนทำธุรกิจกับครอบครัวอยู่ที่เยาวราชแต่หลงไหลในทุเรียนและมีลิ้นเพื่อการชิมทุเรียนและรู้จักทุเรียนอย่างดีและทุเรียนทุกลูกที่เราได้ชิมกันเจแนะนำชื่อสายพันธุ์อธิบายความพิเศษของแต่ละชนิดได้อย่างดี ก็ไม่ได้สอบถามว่าเจและคุณชาตรี เจ้าของสวนได้มาพบปะและได้มาเป็นเพื่อนมิตรสนิทกันได้อย่างไรหรือนานแค่ไหนแล้ว แต่คุณชาตรีบอกว่าตอนนี้ขอตั้งให้ “เจ คือ curator  ของสวนทุเรียนแห่งนี้” ( Curator หรือ ภัณฑารักษ์   ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นอย่างดี เรามักได้ยินศัพท์คำ curator  ในเรื่องของงานศิลปะ)

ชายมังคุด

เจ โชว์ขนาดของชายมังคุดให้ดู แต่นี่ไม่ใช่ขนาดเต็มวัยเนื่องจากร้อนมากเลยเร่งสุก

แดงสาวน้อย

แดงสาวน้อย photo cr.Wasna Mamachick

เจบอกต่อว่า ถ้าก่อนที่จะกินทุเรียน หากเราจะดมกลิ่นก่อนแล้วค่อยกิน ตอนอยู่ในปากนี่ก็ค่อยละเมียดละมัยเคี้ยวและสัมผัสรสชาติไป ก็จะพบว่าแต่ละลูกนั้นมีกลิ่นและรสชาติที่เฉพาะตัวมากๆ และได้สัมผัสเนื้อของทุเรียนก็จะเป็นคนละแบบกัน และแล้วก็จริงดังว่า การมาสวนทุเรียนในครั้งนี้จะทำให้นี่การกินทุเรียนของเราไม่ธรรมดาอีกต่อไป ที่สำคัญเราก็พบว่า ไปๆมาๆ การชิมทุเรียนนั้นก็ต้องมีความละเมียดละไมไม่ต่างอะไรกับการชิมไวน์เลยทีเดียว นี่คือสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้หรือลองทำ

ทองสมพงศ์

ทองสมพงษ์

ในเหล่าบรรดาทุเรียนพันธุ์ต่างๆที่บอกไปตั้งแต่ตอนต้นนั้น แต่ละลูกล้วนมีรสชาติ สีและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งสิ้น อย่างเช่น ชะนี รสชาติหวานจัดหน่อยและมีเนื้อเนียนละเอียด ฟักข้าว มีรสชาติหวานมันกลิ่นไม่ต่อยฉุน ชายมังคุด มีรสชาติหวานมัน เนื้อหยาบแต่กลิ่นไม่ฉุน ทุเรียนนมสด มีรสชาติสมชื่อเพรามีรสชาติคล้ายนมสด อร่อยหอมหวาน มีลักษณะเนื้อทุเรียนเหมือนเนื้อครีมอีกด้วย และ ละอองฟ้าเป็นทุเรียนกลิ่นอ่อน เมื่อสุกงอมเนื้อจะยังคงความแข็งอยู่ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานทุเรียนแบบกลิ่นอ่อนๆเนื้อไม่เละ จากการชิมพบว่าละอองฟ้าความที่มีเนื้อที่ละเอียด หอม นุ่ม ของละอองฟ้านั้น หากเปรียบเป็นไวน์ เรียกได้ว่า “full body” เลยทีเดียว สำหรับทุเรียนพันธุ์ละอองฟ้า (ซึ่งที่มาของสวนละอองฟ้า)ได้มาจากการเพาะเมล็ด โดยนายชม โสวรรณตระกูล -หลังปี 2508 มีผู้สันนิษฐานว่าจากรูปทรงภายนอกและเนื้อภายใน ละอองฟ้าน่าจะเกิดจากการผสมพันธุ์โดยธรรมชาติระหว่างพันธุ์หมอนทองและพันธุ์ก้านยาว พันธุ์ทองแดง เกิดเป็นพันธุ์หมอนละอองฟ้า หรือละอองฟ้าขึ้น ในขณะที่ทองสมพงษ์ ซึ่งเป็นพันธุ์หายากตั้งชื่อตามคนที่เพาะเมล็ดเช่นกัน ตอนนี้ก็มีอยู่แค่ 2  ต้นในสวนและเชื่อว่าไม่มีที่สวนไหนอีกและที่นี่ปีนี้ก็เพิ่งออกมา 4  ลูกแรก ใครได้ชิมก็นับว่าเป็นบุญปากแท้ๆ สีสันของทองสมพงษ์นั้นจะมีสีเข้มคือออกเป็นสีทอง เนื้อหนานุ่มและรสชาติหวานๆมันๆ

ละอองฟ้า

ละอองฟ้า

ส่วนความน่าทึ่งหรือพิเศษสุดๆของสวนแห่งนี้ก็คือคุณชาตรี ที่ชื่อเต็มๆเขาคือชาตรี โสวรรณตระกูล จากนักเรียนช่างศิลป์มาสู่ความทำงานศิลปะเป็นศิลปินช่างเขียนภาพที่ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนั้นจะผกผันมาทำสวนทุเรียนไปได้และเมื่อเข้ามาทำแล้วเขากลับค้นพบบางเรื่องราวความไปไปในในชีวิตและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง

การเข้ามาทำสวนแห่งนี้เริ่มต้นที่เขาได้รับมรดกมาจากพ่อของเขาคือคุณชม โสวรรณตระกูลมาประมาณ 30 ไร่  พร้อมกับทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองต่างๆที่พ่อได้นำมาปลูกไว้หลายสิบชนิด ตอนเขาเข้ามาเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องอยู่กับธรรมชาติก็รู้สึกไม่อยากฆ่าสัตว์ เขาอยากให้ทุกอย่างอยู่ด้วยการพึ่งพิงและอาศัยกันไปตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงทำให้เกิดสวนที่มีความพิเศษคือเป็นการปลูกทุเรียนแบบไม่ใช้ปุ๋ย แต่เป็นการปลูกเชิงนิเวศน์ ปลูกโดยปลอดสารพิษ และปล่อยให้ออกผลผลิตตามธรรมชาติ ต่างจากอีกหลายสวนที่กำหนดวันเวลาของผลผลิตตามที่ท้องตลาดต้องการ และใช้สารเคมีจำนวนมาก นอกจากนี้ยังปลูกสลับแถวกับต้นไผ่สูงละลิ่วล้อมรอบสองข้างทาง ต้นกล้วย เงาะ สับปะรด จนเห็นความยิ่งใหญ่ของสวนทุเรียนหลากหลายต้นสูงต่ำสลับกันไป  ชาตรีเคยถูกคัดค้านจากคนแวดล้อมเพราะว่าการปลูกโดยไม่ใช้ปุ๋ยนั้นมันไม่ค่อยทำรายได้ในเชิงเศรษฐกิจแต่เขาไม่ยอมเปลี่ยนและยังเชื่อมั่นในวิธีการปลูกโดยการให้ธรรมชาติอยู่ด้วยกันและเขาอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรเช่นนี้ แม้ในช่วงเริ่มต้นสวนจะไม่ทำรายได้ก็ตาม

ต้นทุเรียน

สูงสุดสอยโตตามธรรมชาติ

“หาเงินมาทำงาน ไม่ได้ทำงานหาเงิน” ชาตรี โสวรรณตระกูล เจ้าของสวนทุเรียนละอองฟ้า กล่าวว่านี่คือคำพูดที่พ่อเขาเคยพูดและเขาไม่เคยเข้าใจ จนกระทั่งหลายๆปีต่อๆมา หลังจากที่พ่อเสียชีวิตลงและเขาได้รับมรดกเป็นสวนทุเรียน ศิลปินอย่างเขาที่ เรียนจบช่างศิลป์มา ยังไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับทุเรียน วันหนึ่งจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับสวนทุเรียน ที่มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ และเขาก็รักมันทุกต้น ได้ผสมผสานชีวิตตัวเองเข้ากับธรรมชาติอย่างกลมกลืน และเขาได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ การเข้ามาอยู่ในสวนนี้ ทำให้ค้นพบว่า การมาเป็นมนุษย์นั้น เรามาเพื่อทำภารกิจบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนทุเรียนนี้ ก็เหมือนงานศิลปะแบบ installation  คือวางให้ถูกที่ถูกทาง”
และนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เขาก็อยู่ร่วมกับธรรมชาติและทุเรียนมาร่วม 20  ปีแล้ว มีเรื่องราวมากมายที่จะพูดถึงระหว่างเขากับทุเรียนและสวนแห่งนี้ที่ซึ่งทำให้เขาเชื่อมั่นว่า ภารกิจของเขาคือการทำทุเรียนให้เป็นที่รู้จักและทุเรียนไม่ใช่แค่ผลไม้ธรรมดาชนิดหนึ่งแต่ “ทุเรียนคือวัฒนธรรม” ชาตรีกล่าว

สุทธิดา มะลิแก้ว
23/05/2016

Image | Posted on by | Tagged , , , , , | Leave a comment

Shakespeare English

13076884_10153724661589032_1197032414039972799_n

Photo Cr. poetryachive.org

ภาษาอังกฤษของเชกสเปียร์
“To Be Or Not To Be? That’s a question? Quotation อันโด่งดังจากเรื่อง Hamlet บทประพันธ์ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ ( William Shakespear) กวีและนักเขียนบทละครผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ ผู้มีคุณค่าต่อวงการละคร วรรณกรรมของอังกฤษและของโลก นับว่าเป็น Quotation ที่รู้จักกันไปทั่วโลก รวมทั้ง เรื่อง  Hamlet  จัดว่าเป็นผลงานของ เชกสเปียร์ที่มี Quotation มากที่สุด

เชกสเปียร์ เป็นผู้ที่มีคุณูปการไม่เพียงในด้านวรรณกรรมเท่านั้น แม้กระทั่งในเรื่องของภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่างเชกสเปียร์ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก มีคำศัพท์กว่า 2000 คำเป็น ที่ถูกบันทึกลงครั้งแรกหรือทำให้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกโดยเชกสเปียร์ ทั้งเป็นการขุดคำเก่ามาใช้และการประดิษฐ์คำใหม่ และเชกสเปียร์ก็ชอบหาคำศัพท์ใหม่มาใช้กับงานเขียนเสมอ  เขาเคลมว่าตัวเองนั้นเป็น ” A man on fire for new words”

ตัวอย่างคำศัพท์ เช่น obscene, accommodation, barefaced, leap-frog, lack-lustre, horrid, dislocate และ vast เป็นต้นไม่ได้เป็นคำศัพท์ใหม่ แต่เป็นคำศัพท์ที่ไม่เคยมีใครเอามาใช้และถูกนำมาให้ปรากฏและบันทึกเป็นครั้งแรกโดยเชกสเปียร์  เชกสเปียร์จะทำทุกทางเพื่อที่จะหาคำที่ใช่ในงานเขียนของเขา รวมทั้งการคิดคำขึ้นมาใหม่และทำให้คำใหม่นั้นเหมือนเป็นการปลูก ขึ้นมาแล้วหาพื้นที่ให้อยู่เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก เชกสเปียร์มีอิสระมากกับการใช้คำและเล่นคำ บางครั้งเขาก็ประสมคำ หรือสร้างคำประสมชนิดที่ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเดียวกันหรือเหมือนไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้มาเรียงกันให้เกิดคำใหม่ เช่น คำว่า ill กับคำว่า tuned มาเป็น ill-tuned ,baby กับ eyes เกิดคำว่า baby-eyes หรือคำที่เหมือนจะต้องข้ามกันข้างสิ้นเชิง เช่น  canker- sorrow , widow-comfort, bare-pick  เป็นต้น ซึ่งก็เป็นคำที่ใช้ต่อๆกันว่า และว่ากันการสร้างคำใหม่นั้นไม่มีกฎตายตัวใดๆ ภาษาอังกฤษแบบเชกสเปียร์เรียกได้ว่าสับสนอลหม่านพอสมควร

ทั้งนี้ในยุคกว่า 400ปีมาแล้วนั้น เชกสเปียร์มีคำศัพท์ใช้อยู่ประมาณ 21,000คำ และประมาณการว่าถ้ารวมคำประสมเข้าไปด้วยจะมีคำให้ใช้มากถึง 30,000คำ แต่ในยุคปัจจุบัน 400ปี หลังเชกสเปียร์ มีคำที่เพิ่มขึ้นมานับแสนคำ แต่ปรากฎว่า คำศัพท์ที่ใช้สำหรับการทำงาน (working vocabulary )อยู่เพียงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของยุคเชกสเปียร์เท่านั้น (น่าสนใจ เข้าใจว่าภาษาไทยก็เช่นกัน ในยุคก่อนก็มีคำให้เลือกใช้เยอะ ยุคปัจจุบันที่เอามาใช้จริงคงเหลือไม่กี่คำ)

เมื่อวันที่ 23  เมษายน 2016 ครบรอบ  400 ปีการจากไปของเชกสเปียร์ แต่ผลงานเชกเปียร์ยังคงอยู่คู่โลก
ใน Oxford Dictionary มี quotation ของเชกสเปียร์อยู่ถึง 14,000quotations ในศตวรรษที่ 20มีภาพยนตร์ประมาณ 300เรื่องที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของเชกสเปียร์ คนที่เกิดในอังกฤษได้ดูละครเชกสเปียร์อย่างน้อย 1เรื่อง

(ขอบคุณข้อมูลจาก Adventure of English)

Posted in general interest | Tagged , , | Leave a comment

SEA-Junction

1935286_10207913240042562_4010676534212404380_n
SEA-Junction :Our Venue to Connect on Southeast Asia 

(for more information and English version, please click the link below)

สำหรับผู้ในสนใจในดินแดนอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเอเชียอาคเนย์ (Southeast Asia -SEA) วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆมาแนะนำ ตอนนี้มีกลุ่มๆหนึ่งเกิดขึ้นชื่อ SEA-Junction
SEA-Junction หรือหากจะแปลเป็นไทยแบบร่วมสมัยก็อาจจะเรียกว่า “ชุมทางอุษาคเนย์” ซึ่งชุมทางนี้คือวางแผนเอาไว้ว่าสถานที่ที่คนที่สนใจในเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม และสังคม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia – SEA) มาพบปะกัน แลกเปลี่ยนข้อมูล แบ่งปันทรัพยากรที่มี ปรึกษาหารือ และมาวรรณกรรมกันแบบสบายๆ
SEA-Junction หรือ ชุมทางอุษาคเนย์ มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมความเข้าใจและซาบซึ้งกับความเป็นเอเชียอาคเนย์ในทุกมิติตั้งแต่ ศิลปะ วิถิชีวิตไปจนถึงเศรษฐกิจและการพัฒนา โดยการริเริ่มที่จะทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้และโดยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้ปฎิบัติงาน และคนที่รักในอุษาคเนย์ทั้งหลาย

SEA- Junction ตั้งอยู่ที่ ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมกรุงเทพฯ และมีแผนว่าจะทำการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการ (soft opening) ประมาณวันที่ 15 มิถุนายน 2559 นี้ SEA-Junction โดยมีแผนที่จะทำกิจกรรมที่หลากหลาย แต่เบื้องต้นนี้จะเริ่มด้วยการเป็นกลุ่มเพื่อการแลกเปลี่ยนความเห็น และ มี SEA-Junction Facebook page ตามลิงค์นี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก (คลิก join) และ ร่วมสนับสนุนข้อมูลหรือแสดงความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับ กิจกรรม event หนังสือสิ่งพิมพ์ และข่าวสาร ร่วมทั้ง ความคิดเห็นที่จะทำให้ SEA-Junction เป็นชุมทางที่จะทำให้เราได้เชื่อมเรื่องราวอุษาคเนย์ของเราได้นี่ที่

https://www.facebook.com/groups/1693055870976440/

Posted in general interest | Tagged , , | Leave a comment

ตัวละหญิงในสามก๊ก (1) : เตียวเสี้ยน

Diao_Chan_-_DW5

Photo Cr. http://teen.mthai.com/variety/67033.html

ในวรรณกรรมเอกอย่างสามก๊กนั้นมีตัวละครมากกว่า  1000  ตัวละคร โดยที่มีตัวละครหญิงอยู่เพียงประมาณ 20  ตัวเท่านั้น แต่ว่าทุกครั้งที่ตัวละครหญิงออกมานั้นจะต้องเปลี่ยนสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเสมอ อย่างเช่นตัวละครแรกที่ออกมาคือ เตียวเสี้ยน

เตียวเสี้ยน เป็นชื่อที่คนไทยคุ้นเคยที่จะเรียกแบบนี้เป็นการเรียกตามสำเนียง ฮกเกี้ยน ส่วนสำเนียนจีนกลางคือ เตียวฉาน ( Diāochán ) เป็นตัวละครหญิงตัวแรกที่ออกมาต้นๆเรื่อง  มีคำร่ำลือกันในเรื่องของความงามที่ได้รับฉายาว่า “จันทร์หลบโฉมสุดา” คืองามเสียจนพระจันทร์ต้องหลบให้ แต่ชื่อเตียวฉานในภาษาอังกฤษแปลมาว่า  sable cicada  หรือจั๊กจั่นดำ  เป็น 1 ใน  4 หญิงงามในวรรณกรรมจีนที่มีวีรกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น โดยในส่วนของเตียวเสี้ยนนั้น วีรกรรมก็คือ “การช่วยกำจัดทรราชตั๋งโต๊ะ” (Dong Zhuo) นี่ ไม่ได้เรียกเองนะภาษาวรรณกรรมเขาเรียกตั๋งโต๊ะว่าอย่างนั้น

มาดูที่มาที่ไปกันก่อนว่า อยู่เตียวเสี้ยนสาวงามมารับงานใหญ่ช่วยชาติกำจัดทรราชตั๋งโต๊ะได้อย่างไร  ว่ากันว่าเตียวเสี้ยนสามก๊กฉบับประวัติศาสต์นั้นไม่มี แต่มีปรากฏครั้งแรกในฉบับนิทานจนมาถึงที่ล่อกวนตงเขียน โดยจากเนื้อเรื่องนั้น เป็นเด็กสาววัยเพียง 16  ปี เป็นหญิงรับใช้ที่พ่อแม่ตายตั้งแต่ยังเล็ก และ อ้องอุ้น (Wang Yun)  ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่รับเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม  ในช่วงเวลานั้นเป็นสมัยราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย  อ้องอุ้น มีความเป็นห่วงใยในราชสำนักเนื่องจากจักรพรรดิยังวัยเยาว์ ตั๋งโต๊ะก็กำเริบเสิบสานมาก  ตอนแรกก็คิดวางแผนให้โฉโจไปฆ่า แต่แล้วโจโฉทำไม่สำเร็จแผนแตกไปก่อน อ้องอุ้นไม่รู้จะทำอย่างไร เลยได้แต่ยืนทอดถอนหายใจไปมา

ในคืนวันนั้นที่อ้องอุ้นยืนถอนหายใจไปมา ก็พลันได้ยินเสียงกระซิกของเตียวเซี้ยนที่ร้องให้กับเดือนอยู่ อ้องอุ้นก็เลยมาถามดูว่ากลุ้มใจอะไรละนี่ ถ้าเดาไม่ผิดในวัยนี้คงจะไม่มีอะไรกลุ้มใจมากไปกว่าเรื่องผู้ชายสินะ แหม ดูสิ มาดูถูกน้ำใจกันจริง เตียวเสี้ยนเลยบอกกว่ากลุ้มใจที่เห็นบิดากลุ้มใจแต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ อ้องอุ้นเมื่อได้มองหน้าเตียวเสี้ยนชัด ฉับพลันทันใดก็คิดได้ว่ามีคนมาช่วยแผ่นดินแล้ว แต่ในรายละเอียดที่ทำในประเทศจีนซี่รีส์จากเรื่อง Three Kingdoms  โดยผู้กำกับ  Gao Xixi  ในปี 2010  นั้นต่างกันออกไปคือ เป็นตอนที่อ้องอุ้นกลับมาจาการประชุมขุนนางและเจ็บช้ำใจที่ถูกตั๋งโต๊ะบังคับให้ดื่มสุราเพื่อเป็นการยอมรับอำนาจที่ตั๋งโต๊ะจะตั้งตัวเป็นจักรพรรดิ กลับมาเลยร้องไห้คร่ำครวญแบบไม่อยากเป็นผู้เป็นคน ในขณะเดียวกัน ลิโป้ก็ได้เข้ามาที่เรือนของอ้องอุ้น โดยคนรับในในบ้านบอกว่า เอาของขวัญวันเกิดมาให้เตียวเสี้ยน อ้องอุ้น ทีแรกก็งงว่าไปรู้จักกันได้อย่างไร และสงสัยในความสัมพันธ์ แต่ เมื่อเตียวเสี้ยนบอกว่าลิโป้เคยช่วยชีวิตไว้ตอนช่วงสงครามอ้องอุ้นก็จะได้ และสังเกต เห็นว่าทั้งสองน่าจะมีจิตปฏิพัทดิ์กันอยู่ ก็พลันคิดออกเลยก้มหัวคุกเข่าขอร้องให้เตียวเสี้ยนรับปากว่าจะทำอะไรให้อย่างหนึ่ง พร้อมบอกว่า เจ้านี่เองคือคนที่จะช่วยแผ่นดินฮั่น เมื่อเตียวเสี้ยนรับปาก แผนการก็เป็นไปด้งกล่าว

อันที่จริงก่อนหน้านี้เคยมีคนคิดสังหารตั๋งโต๊ะมาก่อนแล้วถึง  4  คน ( แต่จะไม่พูดถึงในที่นี้)  จนกระทั่งมาสำเร็จเอาตอนที่เตียวเสี้ยนมาช่วยจัดการนี่แหละ แต่ช่างเรื่องน่าน้อยใจยิ่งนักที่มีบางคนในยุคหลังๆที่มีการวิเคราะห์แบบตื้นเขินโดยวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ว่า ว่าเตียวเสี้ยนนั้นเป็นหญิงเพศยา ที่ใช้มารยาล่มเมือง ทั้งๆที่นี่คือการกระทำที่เป็นเสียสละแท้ๆของหญิงคนหนึ่ง และที่น่าน้อยใจเป็นครั้งที่สอง ที่พบว่าเอาเข้าจริงๆ เตียวเสี้ยนไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ซะงั้น  และแม้ในเรื่องนี้ก็ให้ตัวละครนี้ออกมาทำภารกิจสำคัญแล้วตอนสุดท้ายเป็นตายอย่างไรไม่แจ้ง  แม้จะติด 1 ใน  4  ยอดหญิงงามแต่พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีตัวตนจริง จนมีผู้ให้ฉายใหม่ว่า เตียวเสี้ยน : อรไทผู้ไร้บุคคลจริง อย่างไรก็ตาม บางทีเนื่องจากเตียวเสี้ยนนั้นไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญใดๆ (ไม่ได้เป็น somebody)  ประวัติศาสตร์จึงไม่ได้บันทึก แต่อาจไม่ได้หมายความไม่มีตัวตนจริงๆก็ได้ บางคนเชื่อว่าอาจเป็นนางอาจเป็นเพียงหญิงที่มีความสัมพันธ์กับลิโป้เท่านั้น ก็เป็นได้และแล้วก็วางแผนให้เตียวเสี้ยนใช้มารยาหญิงทำให้ลิโป้องค์รักษ์และลูกบุญธรรมตั๋งโต๊ะให้แตกคอกันแล้วให้ฆ่ากันเองในที่ โดยที่ อ้องอุ้นยกนางเตียวเสี้ยนให้กับลิโป้ก่อนแต่เป็นการพูดแบบลับๆ แล้วต่อมายกให้ตั๋งโต๊ะ รายละเอียดไม่ขอพูดถึง  และแล้วก็ตัดมาที่แล้วก็แผนการก็สำเร็จ ลิโป้ ฉายาลูกสามพ่อ ก็ฆ่าตั้งโต๊ะในที่สุด

จากแผนการนารีล่มเมืองนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมและความเชื่อของผู้ชายจะยุคไหน ยุคไหนก็ไม่ต่างกันที่หลงใหลในกามคุณเป็นทุนเดิมที่ถือเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เพลี่ยงพล้ำในหลายด้าน นอกจากนั้นก็มักจะดูหมิ่นภืปัญญาสตรี ไม่คิดว่าจะทำเรื่องสำคัญๆได้ อย่างในกรณีของเตียวเสี้ยนนั้น แม้บางคนอาจจะมองว่าเตียวเสี้ยนก็แค่เป็นหมากที่ทำตามแผนอ้องอุ้น แต่ถ้าไม่ฉลาดพอแผนก็อาจไม่สำเร็จ เพราะตรงนี้เตียวเสี้ยนตีบทแตกทำให้ไม่มีการเฉลียวใจว่าจะเข้ามาเพื่อกระทำการเช่นนี้ และ แผนการสังหารตั๋งโต๊ะที่สำเร็จนั้น สอนให้รู้ว่า กำจัดคนชั่วบางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้กำลังของตัวเอง เพียงแต่ใช้สมองหลอกล่อให้คนชั่วจัดการกันเองจะง่ายกว่า

ส่วนเตียวเสี้ยนจะมีตัวตนจริงหรือไม่ การออกมาปรากฏตัวเป็นตัวละครหญิงที่มีแค่ประมาณ 20  ตัวละครจากตัวละครทั้งหมดกว่า 1000  ตัวละครก็ถือว่าเป็นบทสำคัญที่ออกมาเพื่อพลิกสถานการณ์

Posted in general interest | Tagged , , , , , | 2 Comments

ร้อยแปดเรื่องราวจากชาวแท๊กซี่ (ตอนที่ 3) แรงงานไทยในต่างประเทศ

photo cr : mthai

photo cr : mthai

มาอีกแล้วบทสนทนาดีๆ และเรื่องราวจากชาวแท็กซี่ เรื่องราววันนี้ เป็นประโยชน์ต่อการทำงานเสียด้วย เมื่อคุยกันไปมาแล้วพบว่า คนขับแท็กซี่คันนี้ เคยเป็นแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ เขาเคยไปทำงานที่ไต้หวัน เกาหลี และ ล่าสุดประเทศสุดท้ายที่เขาเพิ่งกลับมานี้คือ อิสราเอล

นับเป็นเรื่องประจวบเหมาะจริงๆ เพราะครั้งหนึ่งในตอนทำงานอยู่ในองค์กรระหว่างประเทศแห่งหนึ่งเราเคยทำงานวิจัย เรื่อง แรงงานไทยในต่างประเทศ เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้มานำเสนอรัฐบาลไทยในการเตรียมตัวและให้การดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศว่าควรจะมีโปรแกรมอะไรบ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานซึ่งถือเป็นกำลังหลักอีกส่วนหนึ่งในการนำเงินตราเข้าสู่ประเทศ แต่หลายๆครั้งที่คนงานต้องตกระกำลำบากโดยไม่มีใครดูแลช่วยเหลือ และ เรื่องราวที่พบวันนี้ก็ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวถือเป็นข้อมูลแรงงานในต่างประเทศเป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถนำมาเปรียบกับการปฏิบัติของไทยต่อแรงงานข้ามชาติได้ด้วยเช่นกัน

คนขับแท็กซี่คนนี้เพิ่งกลับมาจากอิสราเอลหมาดๆ ได้ไม่ถึงปี  กลับมาจากอิสราเอลพร้อมกับ การมีแท็กซี่ให้คนเช่า  2  คัน และ ที่นาที่จังหวัดร้อยเอ็ดอีก  8 ไร่ ที่จริงเขามีแท็กซี่ 3  คัน แต่คันที่เขาขับอยู่เป็นคันที่เขาซื้อก่อนที่จะไปทำงานที่อิสราเอลเพราะก่อนหน้านั้นเขาเคยไปทำงานที่อื่นมาก่อนด้วยคือที่ไต้หวันและเกาหลี

thai labour oversea photo cr:mcotweb

thai labour oversea
photo cr:mcotweb

ที่อิสราเอล เขาไปทำงานเป็นแรงงานภาคการเกษตร แต่เขามีความรู้ทางช่าง เลยได้งานซ่อมบำรุง พวกรถแทร็คเตอร์ อุปกรณ์เครื่องมือ เขาได้เงินเดือนประมาณเดือนละ 6000 ILS  คิดเป็นเงินไทยคูณ 9  คือ ประมาณ 54,000  บาท เขาไปอยู่ที่โน่นมา 6  ปี  ตามกฎหมายแรงงานอิสราเอลนั้นให้อยู่ได้แค่  5 ปี  แต่นายจ้างขอทำเรื่องรับรองให้อยู่ต่ออีก 1 ปี และตามกฎหมายแรงงานอิสราเอลคือ ไม่สามารถจะกลับเข้าไปทำงานได้อีก  สำหรับรายได้คำนวณจากชั่วโมงการทำงาน และทางอิสราเอลให้ทำงานได้วันหนึ่งไม่เกิน 10  ชั่วโมง ( O.T. 2  ชั่วโมง)  แต่เขาบอกว่าส่วนใหญ่ทำงานจริงประมาณ 12  ชั่วโมง เนื่องจากงานเยอะ ในการลงเวลาทำงานนายจ้างให้เขาลงแค่ 10  ชั่วโมง เพราะหากผู้ตรวจแรงงานไปพบว่า คนงานถูกใช้งานเกินเวลาจะถูกปรับเป็นแสนเลยทีเดียว  อย่างไรก็ตามนายจ้างจ่ายเงินเขาตามความเป็นจริงคือ 12  ชั่วโมง

แต่ที่ว่ามีรายได้ประมาณ 6,000 ILS  เขาบอกว่าช่วงที่ไปใหม่ๆ ไม่ได้ถูกหักค่าอะไรมาก แต่ตอนหลังๆ มีหักค่าที่พัก ซึ่งก้เป็นห้องพักอย่างดีพอสมควรอยู่กันห้องละ 2  คน   และถูกหักภาษีร้อยละ 10  ทำให้รายที่เหลือก็ไม่มากมายนัก  และสิ้นปีก็ได้ โบนัส 2,000 ILS  เขาเล่าว่า จาก 3  ประเทศที่ไปอยู่ ที่อิสราเอลความเป็นอยู่โดยรวมดีที่สุด รายได้ดีที่สุดแต่งานหนักมากที่สุดเช่นกัน  ส่วนสถานที่อยู่อาศัยที่ไต้หวันแย่ที่สุด

แต่ว่าชีวิตกว่าจะได้ไปทำงานในต่างประเทศนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และหากว่าเขามีอะไรทำที่ดีในบ้านก็ไม่ได้อยากจะไปอยู่ต่างประเทศหรอก แต่ที่ผ่านมาเขาเคยเป็น เขาเคยวานรับเหมา และเคยรับทำเฟอร์นิเจอร์ แต่ก็ถูกโกงไป เลยรู้สึกล้มเหลว ก็เลยหาทางอื่นๆ การไปทำงานที่ อิสราเอลนั้น เขาต้องกู้เงินคนอื่นไปถึง 300,000  บาท เขาบอกว่า  2 ปีแรกของการทำงานไม่มีเงินเหลือเก็บเลย ใช้หนี้หมดเลย ถามเขาว่าถ้าต้องใช้เงินขนาดนั้นจะลงทุนทำอะไรที่บ้านมันจะดีกว่าหรือไม่ เขาก็บอกว่าก็เคยทำหลายอย่างแล้วมันล้มเหลวเลยคิดว่า นี่คือทางที่จะเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

เขาโชคดีที่เป็นที่รู้จักอดออม มีแรงงานไทยจำนวนไม่น้อยที่กลับมาก็ไม่สามารถตั้งตัวได้ เขาบอกว่าไปทำงานในทุกประเทศก็พบว่า ใครๆก็ชอบฝีมือแรงงานของแรงงานไทย แต่ก็เสียก็คือ แรงงานไทยชอบจับกลุ่มกินเหล้าเมาแล้วก็ตีกัน  หรือถ้าตอนเย็นกินเหล้าวันรุ่งขึ้นทำงานไม่ไหว เสียงานเสียการ บางคนได้เงินก็ไปเที่ยวแบบจัดเต็มก็เลยไม่เหลือเก็บ

ด้วยเรื่องที่โดยส่วนตัวกำลังสนใจในประเด็นแรงงานข้ามชาติในไทย ดังนั้นจึงสนใจที่จะได้รู้ว่าแรงงานไทยที่จะไปทำงานต่างประเทศจะถูกปฏิบัติเหมือนหรือต่างกันอย่างไร เริ่มจากเรื่องการตรวจร่างกาย เขาบอกว่าถูกตรวจสุขภาพถึง 3  ครั้ง โดยตรวจที่ไทย 1  ครั้ง และตรวจที่โน่นในตอนที่ไปถึง และ ตรวจอีกหลังจากทำงานไประยะหนึ่ง เป็นการตรวจยุบยับไปหมด รวมทั้งมีการตรวจ  HIV   หากพบว่าติดเชื้อก็จะไม่ได้ไป หรือหากตรวจพบเจอที่โน่นคือ ก็จะถูกส่งกลับทันที แรงงานหญิงยังมีเพิ่มเติมคือ มีการตรวจการตั้งครรภ์ ก่อนไปถ้าพบว่ามีการตั้งครรภ์ก็จะไม่ให้ไป และไปที่โน่นทำงานไปอีกประมาณ 3  เดือนก็ตรวจอีกอีกครั้ง ถ้าพบว่ามีการตั้งครรภ์ก็ส่งกลับทันที  หรือเมื่อไรก็ตามที่พบว่ามีการตั้งครรภ์ก็จะส่งกลับทันที

“เขากลัวมาว่าจะไปคลอดลูกที่บ้านเขา เคยมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์ พอเขารู้ก็ถูกส่งกลับเลย” คนขับแท็กซี่กล่าว

จากการสนทนากับคนขับรถแท็กซี่ในวันนี้ ก็ตรงกับงานวิจัยที่เคยทำเอาไว้เมื่อหลายมีมาแล้ว  แล้วที่สำคัญคือ เมื่อมาสะท้อนว่า ทุกประเทศต้องการใช้แรงงานจากต่างชาติ เพราะประเทศตัวเองขาดแคลนแรงงานแต่ ระวังเต็มที่ที่จะไม่ให้แรงงานกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาติหรือไปรับสวัสดิการอื่นๆนอกเหนือจากที่แรงงานพึงได้ แถมการละเมิดสิทธิทั้งปวงดูเหมือนเป็นการยอมรับไปโดยปริยาย เช่น การตรวจเอชไอวี  การห้ามตั้งครรภ์ และยังมีกฎอื่นๆที่พยายามจะไม่ให้ไปเป็นหนึ่งเดียวกับคนในชาติ เช่น ให้อยู่ระยะเวลาเพียงเท่านั้นเท่านี้ แล้วไม่ให้กลับไปอีก

เมื่อย้อนกลับมาที่ประเทศไทยที่รองรับแรงงานข้ามชาติเข้ามาในประเทศไทย จึงมีความพยายามจะตั้งกฎแบบนั้นด้วย ความพยายามที่จะผลักดันให้ประเทศไทยให้สิทธิต่างๆจึงทำได้ยากยิ่ง เพราะมองว่าประเทศอื่นๆก็ทำแบบนี้  อย่างไรก็ตามก็มีหลายเรื่องที่ไทยได้มีความก้าวหน้าไปบ้าง กระนั้น ในเรื่องของการกีดกันและเลือกปฏิบัติในหลายๆประเด็นก็ยังคงอยู่ พูดตรงนี้คงจะยาว มีหลายๆครั้งที่เราอาจจะได้ยินภาครัฐกล่าวอ้างว่าประเทศอื่นๆก็ทำอย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่จะกีดกันหรือตัดสิทธิ์แรงงานข้ามชาติ ซึ่งอันที่จริงเราควรจะมีมุมมองใหม่ว่า ทำไม่เราถึงไม่คิดที่จะให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติอย่างรอบด้านกันบ้างนะ

น่าเสียดายที่ยังไม่ได้คุยเรื่องการใช้ชีวิตของเขาและแรงงานคนอื่นๆในประเทศอื่นๆที่เขาไปอยู่ก็ถึงที่หมายเสียก่อน แต่การนั่งแท็กซี่วันนี้ถือว่าได้ประเด็นที่คุ้มค่าแท็กซี่ที่จ่ายไป  400  บาท อยู่ไม่น้อย

Posted in opinion | Tagged , , , , | Leave a comment

ปกิณกะอาเซียน* ( 1) : อินโดนีเซีย

Unity in Diversity

บูโรพุทโธ ศาสนาสถานทางพุทธในอินโดนีเซีย

บูโรพุทโธ ศาสนาสถานทางพุทธในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย เป็นดินแดนที่มีเกาะมากกว่า 13,466 เกาะ** และในจำนวนนั้นมี 6,000 – 7,000 เกาะ ที่มีคน จำนวน 240 ล้านคนอาศัยอยู่:ซึ่งเป็นจำนวนประชากรที่มากเป็นอันดับ 4 ของโลกหรือเรียกได้ว่าคนในโลกนี้ 30 คนจะมีชาวอินโดนีเซียอยู่ 1 คน ในประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ เป็นที่อยู่ของคนมากกว่า 360 ชาติพันธุ์และมีภาษาที่ใช้พูดกว่า 719 ภาษา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ตะวันตกสุด)ของเกาะสุมาตราตรงสุดยอดปลายแหลมของเกาะคือเขตปกครองพิเศษ อาเจะห์ ที่เป็นที่อยู่ของชาวมาเลย์มุสลิม ที่ภูมิใจที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น “ระเบียงแห่งนครเมกกะ” ( the Veranda of Mecca) และห่างออกไปเป็นระยะทางประมาณ 5,200 กิโลเมตรทางตะวันออกสุดของประเทศคือปาปัว ซึ่งอีกครึ่งหนึ่งของเกาะนี้คือประเทศปาปัวนิวกินี คนเป็นที่อยู่ของคนผิวดำ และยังเป็นชนเผ่าที่ยังมีคนแต่งตัวดัวยร่างกายเปล่าเปลือยที่มีเพียงเครื่องปกปิดอวัยวะเพศเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความต่างชนิดสุดขั้วและเวลาของอาเจะห์กับปาปัวก็ต่างกันถึง 3 เขตเวลาหรือ 3 ชั่วโมง และในแต่ละพื้นที่ของอินโดนีเซียชาติที่มีมากกว่า 360 ชาติพันธุ์นั้นล้วนแต่มีความแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกิน ภาษา หรือความเชื่อ ทว่า อินโดนีเซียกลับสามารถรวมเป็นชาติเดียวกันได้และมีความภูมิใจที่จะนำเสนอจุดขายของประเทศคือ “เป็นหนึ่งเดียวในความหลากหลาย” ( Unity in Diversity)

แม้ว่า อินโดนีเซียมีเกาะนับหมื่นๆเกาะ และมีคนอาศัยอยู่ในเกาะต่างๆประมาณ 6 พันถึง 7 พันเกาะ แต่ เกาะชวา ซึ่งมีพื้นที่เพียง 7% ของพื้นที่อินโดนีเซียทั้งหมดกลับมีคนอาศัยอยู่ถึง 140 ล้านคน หรือ 60 % ของประชากรทั้งหมดอยู่ที่นี่ รวมทั้ง กรุงจาการ์ต้า เมืองหลวงก็อยู่บนเกาะนี้ด้วย และจาการ์ตาจัดเป็นเมืองที่ประชากรมากที่สุดในบรรดาเมืองหลวงทั้งหมดในอาเซีย คือ 10.2 ล้านคน (ปี 2014)และหากเป็นจาการ์ตารวมกับปริมณฑลเข้าไปด้วยก็จะเป็นมหานครที่ใหญ่ที่เรียกว่า Jabodetabek*** ที่มีประชากรอาศัยอยู่ ถึง 28 ล้านคน มีความหนาแน่นของพื้นที่ต่อประชากรถึง 14.000 กว่าคนต่อตารางกิโลเมตร

ดนตรีที่ใช้ในการเล่นหนังตะลุง หรือ Wayang Kulit

ดนตรีที่ใช้ในการเล่นหนังตะลุง หรือ Wayang Kulit

ก่อนที่จะมาเป็นอินโดนีเซีย ดินแดนแถบนี้แบ่งแยกกันไปเป็นอาณาจักรใหญ่น้อยเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย เนื่องจากผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ๋ที่มาจากขี้เถ้าจากภูเขาไฟและน้ำทะเลทำให้ที่นี่กลายเป็นที่รู้จักขึ้นมาได้เพราะเป็นแหล่งเครื่องเทศที่สำคัญที่ดึงดูดให้ชาวยุโรป และพ่อค้าชาติต่างๆ เข้ามาค้าขาย ในขณะที่ชาวจีนและชาวอาหรับหรืออาณาจักรอื่นๆต่างต้องการแค่การค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ชาวดัชต์ (เนเธอแลนด์/ฮอลแลนด์)ไม่ได้ต้องการแค่การค้าขายสินค้าและเครื่องเทศตามปกติแต่ต้องการครอบครองทั้งหมดจึงยึดดินแดนแถบนี้เอาไว้เป็นอาณานิคมของตนเอง กว่าที่จะรวมชาติประกาศเป็นประเทศอินโดนีเซียได้ ที่นี้ก็ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของเนเธอร์แลนด์ถึงกว่า 300 ปี

ทุกวันนี้ ประเทศอินอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ดูยิ่งใหญ่กว่าใครในอาเซียน  ไม่ว่าจะขนาดของพื้นที่ หรือ จำนวนประชากรอินโดนีเซียก็มีมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน และเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจ ในความแตกต่างหลากหลายและไม่ว่าจะหยิบมุมไหนขึ้นมามองหรือพูดถึงก็พบว่าเป็นประเทศที่มีเรื่องให้คาดไม่ถึงอยู่มากมาย อย่างเช่น เป็นประเทศ ที่มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก แต่ก็มีศาสนาสถานทางพุทธศาสนา (บูโรบูโดร์/ บูโรพุทโธ) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (หากไม่นับนครวัดที่กัมพูชาซึ่งเป็นศาสนสถานของพราหมณ์-ฮินดูและพุทธ) และ อินโดนีเซียก็ไม่เหมือนกับอาหรับคือ ไม่ได้เป็นประเทศที่เป็นรัฐอิสลาม คือ เป็น รัฐโลกวิสัยหรือฆราวาส (secular state) แต่ก็ยอมให้ อาเจะห์ ประกาศใช้กฎหมายอิสลาม (Sharia Law) ในเขตปกครองของอาเจะห์

ในเรื่องของความทันสมัยในการสื่อสาร อินโดนีเซีย จาการ์ต้า เมืองหลวงของมีคนทวีตมากกว่าเมืองใดในโลก มีใช้ เฟซบุ้ค ถึง 64 ล้านคน แต่ว่าในประเทศอินโดนีเซียนั้นยังมีคนอีกประมาณ 80 ล้านคน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ และมีคนกว่า 110 ล้านคนมีรายได้น้อยกว่า 2 เหรียญสหรัฐฯ ( ประมาณ 60 บาทต่อวัน) แต่ในจำนวนนั้นคนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เหล่านั้นนับแสนคนที่อยู่ในกลุ่มรายได้น้อยกว่า 60 บาทต่อวันนั้นมีบัญชีเฟซบุ้ค

เรื่องราวที่น่าสนใจในอินโดนีเซียมีอีกมากมาย รู้จักกันไว้เพื่อให้เราได้รู้จักเพื่อนชาวอาเซียนของเราให้มากขึ้น โปรดติดตามต่อไป

* นำเสนอเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของประเทศในกลุ่มอาเซียน
** ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซียปี 2012 บอกว่ามี 17,504  เกาะแต่ จากระ GIS  ขององค์การสหประชาติที่สำรวจเมื่อมี 2011  พบว่ามี 13,466 เกาะ
***ชื่อนี้มาจากตัวอักษรสองหรือสามตัวแรกของเมืองดังนี้  Jakarta, Bogor, (Depok), Tangerang and Bekasi.

Posted in general interest | Tagged , , , | Leave a comment

การต่างประเทศของไทยอ่อนแอจริงหรือ

สนใจติดตามอ่านได้ตามลิงค์นี้ https://www.facebook.com/IndochinaPub/posts/852441154791084:0

Posted in opinion | Tagged , | Leave a comment