บทเรียนจาก Breaking Bad

breaking-bad

เป็นซีรีส์ที่มีความยาวต่อเนื่องถึง  5   seasons ที่จบลงไปนานแล้ว เป็นซีรี่ส์ที่น่าสนใจมากเป็นการนำเสนอให้เห็นถึงวงการที่เกี่ยวข้องยาเสพติดในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ คนปรุงยา พ่อค้ารายใหญ่ เด็กเดินยา จนกระทั่งถึงเหล่าพวกเสพยาที่ติดหนักจนถูกเรียกว่าขี้ยา รวมทั้ง ตำรวจปราบปรามยาเสพติดและศูนย์ฟิ้นฟูผู้ใช้ยา  เห็นทั้งการใช้ชีวิต การผลิต การต่อรอง การหักหลัง การวางแผนต่อสู้ การปราบปราม ในแง่ของงานโปรดักส์ชั่นจัดเป็นละครที่องค์กรประกอบสมบูรณ์มากทั้งบท ฉาก  สถานที่ สีสัน เพลงประกอบ รวมไปถึงการแสดงของนักแสดงในเรื่องจัดได้ว่าผ่านหมดให้คะแนนในระดับ 9  เต็ม 10 ได้เลย  โดยได้นำเสนอผ่านเรื่องราวของวอลเตอร์ ไวท์ ครูสอนวิชาเคมีในโรงเรียนมัธยมที่แสนธรรมดาที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตยาและพ่อค้ายาที่แสนจะโหดเหี้ยมหลังพบว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นมะเร็งในขณะที่อายุเข้าเลข 5 และแทบจะไม่เหลือเงินอยู่ในธนาคารเลย ทำไมเขาต้องทำเช่นนั้นและเรื่องราวของเขาเป็นอย่างไรต่อจากนั้น คงไม่ขอเล่าในที่นี้เกรงจะเป็นการทำให้เสียอรรถรสสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูเผื่อคิดจะดูสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่จะเขียนถึงในที่นี้คือ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากตัวละครที่ชื่อวอลเตอร์ ไวท์และเนื้อจากโดยรวมของเรื่องนี้

ละครเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นในหลากหลายมุมมาก เริ่มจากประเด็นของแวดวงยาเสพติด สามารถเข้าไปได้อย่างง่ายแต่จะถอนตัวออกมายาก หลายคนไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นคนไม่ดีเพียงแต่พลาดท่าหลุดเข้าไป แม้จิตใจดังเดิมจะดีแค่ไหนแต่ก็มีโอกาสที่จะทำเรื่องที่แย่ๆมากขึ้นกว่าเดิมไปเรื่อยๆ ในระดับหัวหน้าใหญ่ หรือผู้ค้ารายใหญ่ที่เป็นตัวจริงจะไม่เสพยา มีแต่พวกเด็กเดินยาระดับล่่างเท่านั้นที่เสพด้วยขายด้วย และพวกเสพยาระดับล่างนั้นหากตายไปก็ตายไปอย่างไร้ค่า และน้อยมากที่จะมีคนเห็นความสำคัญของการสูญเสียนี้  แต่ส่วนระดับหัวหน้าก็อยู่กันด้วยความหวาดระแวงซึ่งกันและกันและมีการหักหลังฆ่ากันเองตายมากกว่าการถูกเจ้าหน้าที่จับได้เสียอีก  พวกพ่อค้ารายใหญ่ ผู้ผลิตหรือใครที่ทำรายได้อย่างมหาศาลจากการค้ายาเสพติด สุดท้ายแล้วก็ไม่่ได้ใช้เงินมหาศาลเหล่านั้นอย่างเป็นสุขหรือไม่ได้มีชีวิตที่ดีดังตั้งใจ เพราะต้องระมัดระวังต้องการถูกตามล่าจากทั้งเจ้าหน้าที่และเหล่าผู้ค้ายาด้วยกันเอง คนที่อยู่ในแวดวงนี้ในทุกระดับชั้นแม้อยากพูดความจริงแค่ไหนก็ทำไม่ไม่ได้เนื่องจากเป็นการทำเรื่องผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่มักจะโกหกครอบครัวและคนใกล้ชิด และการโกหกจะเป็นไปอย่างไม่สิ้นสุดจนกว่าจะถึงวันที่ถูกจับได้  และการเข้ามาอยู่ในวงการยาเสพติดนี้จะไม่ใช้เป็นแค่ผู้ผลิตหรือจำหน่ายหรือแค่เสพอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แต่มีโอกาสของการก่อาชญากรรมต่อเนื่องได้ๆม่ว่าจะในระดับเล็กหรือระดับใหญ่ ตั้งแต่การขโมย การฆ่าเพราะหักหลังกันเอง การฆ่าคนอื่นเพื่ิปิดปากที่เห็นตนเองกระทำความผิด

คนที่คิดว่าตนเองมีความตั้งใจจะหารายได้เข้าสู่ครอบครัวเพื่อทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการนำหายนะมาสู่ครอบครัวและคนรอบข้างมากกว่าและไม่มีใครยินดีด้วยนักหากรู้ว่าเงินที่ได้มาคือเงินเปื้อนเลือด

ในแง่ของความเป็นมนุษย์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การที่คนเรามีปมด้อยบางอย่างอยู่ในใจ และพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ตัวเองเป็นหนึ่งหรือได้รับการยอมรับในทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่ทุกคนที่จะเลือกทางดี อย่างเช่นตัวละครในเรื่องนี้ เขารู้สึกด้อยค่าเมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน ทั้งๆที่เขานั้นเป็นคนเก่งวิชาเคมีมาก แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆใรชั้นแล้วเขาดูเหมือนประสบความสำเร็จน้อยที่สุด (ในแง่ของการยอมรับและเป็นที่รู้จักทางสังคม) ดังนั้น เขาจึงนำความสามารถทางเคมีมาผลิตยาไอซ์ซึ่งกลายเป็นไอซ์ที่ชั่้นหนึ่งที่ยังไม่เคยมีใครผลิตได้ในเกรดนี้ ที่ทำให้ภูมิใจกับความสำเร็จนี้ และ นอกจากนี้เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าคนเราบางทีก็พร้อมจะ “ดีแตก”ได้ทุกวัยไม่ใช่เฉพาะในช่วงวัยรุ่น

อีกประเด็นหนึ่งของความเป็นมนุษย์ คนบางคนที่จิดใจดี อ่อนโยนแต่ขาดที่พึ่งทางใจก็ทำให้เดินทางผิดพลาดง่าย รวมทั้งอาจถูกคนอื่นอาศัยจุดอ่อนนี้ทำให้ติดกับอยู่กับแวดวงยาเสพติดที่หลุดออกมาไม่ได้ ดังตัวละอีกหนึ่งตัวละครชื่อเจสซี่ ที่เป็นเด็กคนหนึ่งที่่พ่อแม่ไล่ออกจากบ้านเนื่องจากเขาเสพยา ซึ่งจริงๆเขาเป็นเด็กที่มีจิตใจอ่อนโอนแต่ขาดที่พึ่งทางใจ เขาเจอกับวอลเตอร์ ไวท์ ซึ่งเป็นอดีตครูที่ชักนำให้เขาเข้าร่วมการผลิตยา จากเดิมที่เขาแค่เสพและเดินยาเล็กๆน้อยๆ แต่ครั้นคิดจะเลิกเขาก็ถูกปั่นหัวโดยการใช้วิธีการอันแยบยลของวอลเตอร์ และเขาขาดโอกาสที่จะได้ทำดีแม่แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยให้โอกาสนั้นกับเขา

ยังมีอีกหลายๆประเด็นที่สามารถดูแล้วคิดตามได้จากซีรีส์เรื่องนี้ แต่ขอกล่าวโดยสรุปตรงนี้ว่า ซีรีส์  Breaking Bad ซี่รีส์ที่แม้จะยาวแต่ก็มีความน่าติดตามน่าสนใจทั้งในแง่เนื้อหาและโปรดักชั่น มีคอซีรีส์ฝรั่งถกเถียงกันว่าระหว่างเรื่องนี้กับ Game of Throne  เรื่องไหนดีกว่ากัน ถ้าดูเอามัน มีจินตนาการและมีความแฟนตาซีก็ต้อง  Game of Throne  แต่ถ้าดูแล้วรู้สึก “จริง” กว่าและใกล้ตัวกว่าทำให้เข้าถึง และ “อิน” ได้มากกว่าต้องให้  Breaking Bad

This entry was posted in lifestyle, opinion and tagged , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s