ร้อยแปดเรื่องราวจากชาวแท๊กซี่ (ตอนที่ 3) แรงงานไทยในต่างประเทศ

photo cr : mthai

photo cr : mthai

มาอีกแล้วบทสนทนาดีๆ และเรื่องราวจากชาวแท็กซี่ เรื่องราววันนี้ เป็นประโยชน์ต่อการทำงานเสียด้วย เมื่อคุยกันไปมาแล้วพบว่า คนขับแท็กซี่คันนี้ เคยเป็นแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ เขาเคยไปทำงานที่ไต้หวัน เกาหลี และ ล่าสุดประเทศสุดท้ายที่เขาเพิ่งกลับมานี้คือ อิสราเอล

นับเป็นเรื่องประจวบเหมาะจริงๆ เพราะครั้งหนึ่งในตอนทำงานอยู่ในองค์กรระหว่างประเทศแห่งหนึ่งเราเคยทำงานวิจัย เรื่อง แรงงานไทยในต่างประเทศ เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้มานำเสนอรัฐบาลไทยในการเตรียมตัวและให้การดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศว่าควรจะมีโปรแกรมอะไรบ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานซึ่งถือเป็นกำลังหลักอีกส่วนหนึ่งในการนำเงินตราเข้าสู่ประเทศ แต่หลายๆครั้งที่คนงานต้องตกระกำลำบากโดยไม่มีใครดูแลช่วยเหลือ และ เรื่องราวที่พบวันนี้ก็ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวถือเป็นข้อมูลแรงงานในต่างประเทศเป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถนำมาเปรียบกับการปฏิบัติของไทยต่อแรงงานข้ามชาติได้ด้วยเช่นกัน

คนขับแท็กซี่คนนี้เพิ่งกลับมาจากอิสราเอลหมาดๆ ได้ไม่ถึงปี  กลับมาจากอิสราเอลพร้อมกับ การมีแท็กซี่ให้คนเช่า  2  คัน และ ที่นาที่จังหวัดร้อยเอ็ดอีก  8 ไร่ ที่จริงเขามีแท็กซี่ 3  คัน แต่คันที่เขาขับอยู่เป็นคันที่เขาซื้อก่อนที่จะไปทำงานที่อิสราเอลเพราะก่อนหน้านั้นเขาเคยไปทำงานที่อื่นมาก่อนด้วยคือที่ไต้หวันและเกาหลี

thai labour oversea photo cr:mcotweb

thai labour oversea
photo cr:mcotweb

ที่อิสราเอล เขาไปทำงานเป็นแรงงานภาคการเกษตร แต่เขามีความรู้ทางช่าง เลยได้งานซ่อมบำรุง พวกรถแทร็คเตอร์ อุปกรณ์เครื่องมือ เขาได้เงินเดือนประมาณเดือนละ 6000 ILS  คิดเป็นเงินไทยคูณ 9  คือ ประมาณ 54,000  บาท เขาไปอยู่ที่โน่นมา 6  ปี  ตามกฎหมายแรงงานอิสราเอลนั้นให้อยู่ได้แค่  5 ปี  แต่นายจ้างขอทำเรื่องรับรองให้อยู่ต่ออีก 1 ปี และตามกฎหมายแรงงานอิสราเอลคือ ไม่สามารถจะกลับเข้าไปทำงานได้อีก  สำหรับรายได้คำนวณจากชั่วโมงการทำงาน และทางอิสราเอลให้ทำงานได้วันหนึ่งไม่เกิน 10  ชั่วโมง ( O.T. 2  ชั่วโมง)  แต่เขาบอกว่าส่วนใหญ่ทำงานจริงประมาณ 12  ชั่วโมง เนื่องจากงานเยอะ ในการลงเวลาทำงานนายจ้างให้เขาลงแค่ 10  ชั่วโมง เพราะหากผู้ตรวจแรงงานไปพบว่า คนงานถูกใช้งานเกินเวลาจะถูกปรับเป็นแสนเลยทีเดียว  อย่างไรก็ตามนายจ้างจ่ายเงินเขาตามความเป็นจริงคือ 12  ชั่วโมง

แต่ที่ว่ามีรายได้ประมาณ 6,000 ILS  เขาบอกว่าช่วงที่ไปใหม่ๆ ไม่ได้ถูกหักค่าอะไรมาก แต่ตอนหลังๆ มีหักค่าที่พัก ซึ่งก้เป็นห้องพักอย่างดีพอสมควรอยู่กันห้องละ 2  คน   และถูกหักภาษีร้อยละ 10  ทำให้รายที่เหลือก็ไม่มากมายนัก  และสิ้นปีก็ได้ โบนัส 2,000 ILS  เขาเล่าว่า จาก 3  ประเทศที่ไปอยู่ ที่อิสราเอลความเป็นอยู่โดยรวมดีที่สุด รายได้ดีที่สุดแต่งานหนักมากที่สุดเช่นกัน  ส่วนสถานที่อยู่อาศัยที่ไต้หวันแย่ที่สุด

แต่ว่าชีวิตกว่าจะได้ไปทำงานในต่างประเทศนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และหากว่าเขามีอะไรทำที่ดีในบ้านก็ไม่ได้อยากจะไปอยู่ต่างประเทศหรอก แต่ที่ผ่านมาเขาเคยเป็น เขาเคยวานรับเหมา และเคยรับทำเฟอร์นิเจอร์ แต่ก็ถูกโกงไป เลยรู้สึกล้มเหลว ก็เลยหาทางอื่นๆ การไปทำงานที่ อิสราเอลนั้น เขาต้องกู้เงินคนอื่นไปถึง 300,000  บาท เขาบอกว่า  2 ปีแรกของการทำงานไม่มีเงินเหลือเก็บเลย ใช้หนี้หมดเลย ถามเขาว่าถ้าต้องใช้เงินขนาดนั้นจะลงทุนทำอะไรที่บ้านมันจะดีกว่าหรือไม่ เขาก็บอกว่าก็เคยทำหลายอย่างแล้วมันล้มเหลวเลยคิดว่า นี่คือทางที่จะเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

เขาโชคดีที่เป็นที่รู้จักอดออม มีแรงงานไทยจำนวนไม่น้อยที่กลับมาก็ไม่สามารถตั้งตัวได้ เขาบอกว่าไปทำงานในทุกประเทศก็พบว่า ใครๆก็ชอบฝีมือแรงงานของแรงงานไทย แต่ก็เสียก็คือ แรงงานไทยชอบจับกลุ่มกินเหล้าเมาแล้วก็ตีกัน  หรือถ้าตอนเย็นกินเหล้าวันรุ่งขึ้นทำงานไม่ไหว เสียงานเสียการ บางคนได้เงินก็ไปเที่ยวแบบจัดเต็มก็เลยไม่เหลือเก็บ

ด้วยเรื่องที่โดยส่วนตัวกำลังสนใจในประเด็นแรงงานข้ามชาติในไทย ดังนั้นจึงสนใจที่จะได้รู้ว่าแรงงานไทยที่จะไปทำงานต่างประเทศจะถูกปฏิบัติเหมือนหรือต่างกันอย่างไร เริ่มจากเรื่องการตรวจร่างกาย เขาบอกว่าถูกตรวจสุขภาพถึง 3  ครั้ง โดยตรวจที่ไทย 1  ครั้ง และตรวจที่โน่นในตอนที่ไปถึง และ ตรวจอีกหลังจากทำงานไประยะหนึ่ง เป็นการตรวจยุบยับไปหมด รวมทั้งมีการตรวจ  HIV   หากพบว่าติดเชื้อก็จะไม่ได้ไป หรือหากตรวจพบเจอที่โน่นคือ ก็จะถูกส่งกลับทันที แรงงานหญิงยังมีเพิ่มเติมคือ มีการตรวจการตั้งครรภ์ ก่อนไปถ้าพบว่ามีการตั้งครรภ์ก็จะไม่ให้ไป และไปที่โน่นทำงานไปอีกประมาณ 3  เดือนก็ตรวจอีกอีกครั้ง ถ้าพบว่ามีการตั้งครรภ์ก็ส่งกลับทันที  หรือเมื่อไรก็ตามที่พบว่ามีการตั้งครรภ์ก็จะส่งกลับทันที

“เขากลัวมาว่าจะไปคลอดลูกที่บ้านเขา เคยมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์ พอเขารู้ก็ถูกส่งกลับเลย” คนขับแท็กซี่กล่าว

จากการสนทนากับคนขับรถแท็กซี่ในวันนี้ ก็ตรงกับงานวิจัยที่เคยทำเอาไว้เมื่อหลายมีมาแล้ว  แล้วที่สำคัญคือ เมื่อมาสะท้อนว่า ทุกประเทศต้องการใช้แรงงานจากต่างชาติ เพราะประเทศตัวเองขาดแคลนแรงงานแต่ ระวังเต็มที่ที่จะไม่ให้แรงงานกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาติหรือไปรับสวัสดิการอื่นๆนอกเหนือจากที่แรงงานพึงได้ แถมการละเมิดสิทธิทั้งปวงดูเหมือนเป็นการยอมรับไปโดยปริยาย เช่น การตรวจเอชไอวี  การห้ามตั้งครรภ์ และยังมีกฎอื่นๆที่พยายามจะไม่ให้ไปเป็นหนึ่งเดียวกับคนในชาติ เช่น ให้อยู่ระยะเวลาเพียงเท่านั้นเท่านี้ แล้วไม่ให้กลับไปอีก

เมื่อย้อนกลับมาที่ประเทศไทยที่รองรับแรงงานข้ามชาติเข้ามาในประเทศไทย จึงมีความพยายามจะตั้งกฎแบบนั้นด้วย ความพยายามที่จะผลักดันให้ประเทศไทยให้สิทธิต่างๆจึงทำได้ยากยิ่ง เพราะมองว่าประเทศอื่นๆก็ทำแบบนี้  อย่างไรก็ตามก็มีหลายเรื่องที่ไทยได้มีความก้าวหน้าไปบ้าง กระนั้น ในเรื่องของการกีดกันและเลือกปฏิบัติในหลายๆประเด็นก็ยังคงอยู่ พูดตรงนี้คงจะยาว มีหลายๆครั้งที่เราอาจจะได้ยินภาครัฐกล่าวอ้างว่าประเทศอื่นๆก็ทำอย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่จะกีดกันหรือตัดสิทธิ์แรงงานข้ามชาติ ซึ่งอันที่จริงเราควรจะมีมุมมองใหม่ว่า ทำไม่เราถึงไม่คิดที่จะให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติอย่างรอบด้านกันบ้างนะ

น่าเสียดายที่ยังไม่ได้คุยเรื่องการใช้ชีวิตของเขาและแรงงานคนอื่นๆในประเทศอื่นๆที่เขาไปอยู่ก็ถึงที่หมายเสียก่อน แต่การนั่งแท็กซี่วันนี้ถือว่าได้ประเด็นที่คุ้มค่าแท็กซี่ที่จ่ายไป  400  บาท อยู่ไม่น้อย

This entry was posted in opinion and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s