เมื่อจีนครองโลก

when chiina rules the world
สรุปเนื้อหาโดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

หลักใหญ่ใจความของหนังสือWhen China Rules the World มี 2 ส่วนคือ ส่วนแรกว่าด้วยความเสื่อมถอยของโลกฝ่ายตะวันตก ความจริงเขาพูดถึงอารยะธรรมแต่ดูเหมือนไม่ค่อยกล้าอ้างว่าเป็นเช่นนั้น เพียงแต่พูดในทำนองว่า ในช่วงกลางศตวรรษนี้เมื่อขนาดของเศรษฐกิจโลกตะวันตกลดลงเหลือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ของโลก ก็หมายความว่ายุคของตะวันตกได้ผ่านไปแล้ว

 

ยุคใหม่ของศตวรรษนี้คือจีน ซึ่ง Jacques ได้อุทิศเนื้อที่ส่วนใหญ่ของหนังสือขนาด 812 หน้าพูดถึงการผงาดขึ้นมาอีกครั้งของจีน แต่จีนไม่ว่ายุคก่อนหรือยุคปัจจุบันจะไม่ครองโลกในแบบที่พวกฝรั่งจากตะวันตกทำ กล่าวคือฝรั่งครองโลกด้วยระบบ Westphalia คือใช้อำนาจทางทหารผสมกับการสร้างระเบียบของโลกตามแบบฝรั่งคือ รัฐชาติ และมีอำนาจนำโดยผ่านระบบอาณานิคม

 

จีนนั้นแม้จะเหมือนฝรั่งอยู่อย่างหนึ่งคือ เห็นว่าตัวเองวิเศษวิโสเหนือเผ่าพันธุ์อื่น ถือว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก (The Middle Kingdom) แต่ก็จะไม่ใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือเข้ายึดครองคนอื่นเหมือนฝรั่ง หากแต่สร้างสัมพันธ์กับโลกผ่านระบบบรรณาการ Jacques อธิบายว่า จีนนั้นมองภายนอกก็เหมือนรัฐชาติสมัยใหม่ทั่วๆไป พูดง่ายๆก็เป็นประเทศหนึ่งเหมือนๆกับประเทศอื่น แต่ในจิตสำนึกของคนจีนและผู้นำจีนแล้ว จีนเป็นรัฐแห่งอารยะธรรม (civilization state) ประเทศอื่นๆที่อยู่รายล้อมอารยะธรรมจีนจึงมีหน้าที่ไปจิ้มก้องจีน

 

บุคลิกลักษณะของการขึ้นมาเป็นใหญ่ของจีนในยุคสมัยปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการกล่าวคือ

ประการแรก จีนมีอำนาจเพราะเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วมากในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา โลกเพิ่งจะเคยเห็นว่าประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกสามารถสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงได้อย่างต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้ จีนทำการค้ากับทั่วโลกมาก เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก มากพอๆกับการเป็นผู้นำเข้า ตอนนี้ตลาดจีนเป็นรองแต่เฉพาะสหรัฐเท่านั้นและอีกไม่นานก็จะใหญ่เกินตลาดสหรัฐไปแล้ว

 

ประการที่สอง ตอนนี้จีนทำตัวเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ปล่อยกู้ไปทั่วโลก ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐนั้นสร้างเศรษฐกิจขึ้นมาด้วยการเป็นลูกหนี้

 

ประการที่สาม จีนกำลังสร้างเงินหยวนให้เป็นเงินตราของโลกแข่งและในอนาคตจะทดแทนเงินดอลล่าร์สหรัฐ แนวโน้มนี้เราท่านคงจะพอมองเห็น ปัจจุบันแบงค์ชาติของไทยได้ทำสัญญากับแบงค์ชาติจีนทำการแลกเปลี่ยนเงินหยวนกับเงินบาทโดยตรงแล้ว แปลว่าค้าขายกับจีนไม่ต้องไปอ้างอิงราคาเป็นดอลล่าร์สหรัฐกันอีกต่อไป

 

ประการที่สี่ จีนสร้างระบบโลกาภิวัตน์ขึ้นมาใหม่โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง แน่นอนฝรั่งทำระบบนี้เหมือนกันแต่ของฝรั่งนั้นทำแบบเหนือ-ใต้ (ภาษาของนักเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแปลว่าความสัมพันธ์ของประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา) แต่จีนนั้นทำแบบ ใต้-ใต้ คือ ประเทศกำลังพัฒนาต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน กล่าวคือจีนนั้นสร้างสัมพันธ์กับโลกในฐานะประเทศยากจนมากก่อน เรารู้จักจีนในยุคปัจจุบันนี้ตั้งแต่ตอนที่จีนยังจนและกำลังพัฒนา ผิดกับฝรั่งเรารู้จักพวกเขาเมื่อพวกเขาร่ำรวย มีเงิน มีอำนาจแล้ว

 

ประการที่ห้า จีนเข้าไปเติบโตในโลกที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรปและสหรัฐ ประเทศเหล่านั้นกู้เงินจากจีนและในขณะเดียวกันนักลงทุนจีนก็ไปลงทุนในยุโรปอย่างมาก กลายเป็นว่าประเทศพัฒนาแล้วในศูนย์กลางของโลกทั้งหลายกำลังพึ่งพาอำนาจทางการเงินของจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับจีนที่มีคนอ่าน รีวิว และวิจารณ์ค่อนข้างมากนับแต่ออกสู่ตลาดครั้งแรกในปี 2009 และ พิมพ์ครั้งที่สองในปี 2012 ศาสตราจารย์ของจีนหลายคนโต้แย้งว่า จีนขึ้นมาใหญ่โตในยุคนี้ไม่ได้ต้องการจะรื้อฟื้นระบบบรรณาการหรือจิ้มก้องหรือทำตัวเป็นศูนย์กลางโลกอีกครั้งเหมือนเมื่อ 3-4 ศตวรรษก่อน แต่ขึ้นมาก็หวังจะสร้างความเจริญและเติบโตควบคุมไปพร้อมๆกับชาวโลกทั้งหลายอย่างเท่าเทียมกัน

 

ความที่ Jacques เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือฝ่ายซ้ายอย่าง Marxism Today ปัญญาชนฝ่ายซ้ายอย่าง Perry Anderson วิจารณ์งานชิ้นนี้แบบหัวเสียนิดหน่อยทำนองว่า ถ้าพูดถึงทุนนิยมจีนบ้างมันจะตายให้ได้หรือไง หนังสือเล่มใหญ่เล่มโต Jacques พูดถึงการเปลี่ยนแปลง mode of production เป็นทุนนิยมในจีนเพียง 2-3 คำเท่านั้นเอง การวิเคราะห์ทั้งหมดนั้นยืนอยู่บนพื้นฐานของการคาดคะเนทั้งสิ้น แม้ว่าจะเป็นการคาดคะเนจากข้อมูลและ Jacques ก็ไม่ได้แสดงท่าทีมันใจจนเกินไปว่าเมืองจีนและโลกจะเป็นดังที่เขาทำนาย

 

Jacques พยายามอธิบายความเปลี่ยนแปลงในจีนและบทบาทของจีนด้วยการมองเข้าไปในจิตใต้สำนึกของชาวจีนและผู้นำจีนอย่างเข้าอกเข้าใจ (ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจมากไปหน่อยจนดูออกจะเป็นการเข้าข้างหน่อยๆ) โดยไม่พยายามเอาสายตาตะวันตก (แม้ว่าเขาเป็นฝรั่ง) เข้าไปจับ

 

เขาพยายามทำความเข้าใจการเมืองและอธิบายเรื่องความแตกต่างในฐานแห่งอำนาจระหว่างจีนและโลกตะวันตก ด้วยความเข้าใจว่า ปรัชญาทางการเมืองของฝรั่งนั้นยืนอยู่บนแนวทางปัจเจกนิยม อำนาจของรัฐเกิดจากการมอบอาณัติของปัจเจกบุคคล ส่วนฝ่ายจีนนั้นถือสังคมรวมหมู่เป็นหลักหน่วยเล็กที่สุดคือครอบครัว รัฐก็คือครอบครัวขนาดใหญ่ ที่มีรัฐบาลเป็นพ่อหรือเป็นผู้นำ อำนาจในความเข้าใจของฝ่ายจีนนั้นค่อนข้างจะทึบแสง ตรวจสอบไม่ได้ แต่พ่อในฐานะหัวหน้าและผู้ปกครองก็มีความรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัวเรียกว่ามีศีลธรรมประจำใจเป็นเครื่องกำกับ Jacques เห็นว่าจีนยังยึดถือคติของขงจื้ออย่างเหนียวแน่น แม้ว่าระบอบศักดินาจะสิ้นสุดลงหลังราชวงศ์ชิง แต่ระบบสาธารณรัฐของเจียงไคเช็คและระบอบคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตุงไม่ได้ทำลายพื้นฐานของความเชื่อและวัฒนธรรมแบบขงจื้อที่หยั่งรากลึกเลย การปฏิวัติคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ปี 1945 แม้จะมีพื้นฐานปรัชญาจากตะวันตก แต่เหมาก็เอามาไม่กี่อย่าง เช่น ความเท่าเทียม และสิทธิสตรี การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็กลับอาศัยพื้นฐานของขงจื้ออยู่มาก

 

Jacques อธิบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงในช่วงปฏิวัติของเหมาได้ไม่ดีเลย ความจริงเขาแทบจะไม่พูดถึงเลยด้วยซ้ำ หากแต่ยกคุณงามความดีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้จีนประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจทุกวันนี้ให้กับการปฏิรูปของ เติ้ง เสี่ยวผิง เสียแทบทั้งหมด จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับคนที่เคยอ่าน Marxism มานานอย่างเขาและทำให้มันกลายเป็นจุดอ่อนของหนังสือด้วย Jacques พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปีมีขลุ่ยเลยว่า เขาเชื่อว่าจีนจะต้องพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในที่แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตะวันตก หากแต่เป็นประชาธิปไตยแบบจีน ซึ่งก็ให้คำจำกัดความที่ชัดเจนไม่ได้อีกแหละว่า เป็นแบบไหน

This entry was posted in book review and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s