เขียนไว้ข้างเตียง (1) : ศัตรูผู้แฝงกายเป็นมหามิตร

Friend_or_Foeในที่สุดก็กลายเป็นจีนอีกแล้วที่เข้ามาซื้อข้าวและยางพาราของไทย แม้ว่ามันจะเป็นความจำเป็นของจีน( เนื่องจากกำลังมีปัญหากับเวียดนาม) ก็จริงและก็รู้นะว่ามันเป็นการแย่งการเล่นบทบาทนำกันในภูมิภาคนี้กันอยู่ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แต่ก็เถียงไม่ได้ว่า ในที่สุดจีนก็ได้เข้ามาช่วยให้ปัญหาบางปัญหาได้ผ่อนคลายลงในขณะที่ไทยอยู่ในภาวะยุ่งยาก บทบาทนี้ของจีนช่างตรงข้ามกับสหรัฐฯผู้ที่ประกาศว่าเป็นมหามิตรมายาวนานกับไทยยิ่งนัก

ไทยเข้าข้างและยอมให้ความช่วยเหลือหรือถึงขั้นเชื่อฟังสหรัฐฯมาเป็นเวลายาวนานจนสหรัฐฯแทบเข้าใจผิดว่าไทยเป็นหนึ่งในรัฐในปกครองของสหรัฐฯเสียแล้วกระมัง สมัยหนึ่งไทยยอมให้สหรัฐฯใช้ประเทศเป็นฐานทัพถล่มเพื่อนบ้านที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จนทำให้เพื่อนบ้านทั้งหลายกลายเป็นศัตรูรวมทั้งจีน เพราะเราต้องเป็นฝ่ายโลกเสรีโดยมีสหรัฐฯที่อยู่แดนไกลเป็นมหามิตร
เมื่อสิ้นสุดยุคสงครามเย็น แม้จะเปิดการติดต่อสัมพันธ์กันแล้วเชื่อเถอะว่า ก็ยังไม่มีประเทศเพื่อนบ้านประเทศไหนมั่นใจหรือไว้ใจไทยเต็มร้อยเพราะถึงอย่างไรบาดแผลในยุคโน้นก็ยังคงอยู่ มีเพื่อนคนลาวที่สนิทกันเคยบอกว่าอันที่จริงเรื่องที่คนไทยเรียกว่า”บ้านพี่เมืองน้อง” หรือการถูกเรียกว่า “น้องลาว” นั้นไม่ได้ทำให้เจ็บใจหรือชอกช้ำมากเท่าที่ปากบอกว่าเป็น “บ้านพี่เมืองน้อง” กันแต่ทำไมถึงร่วมมือกับอเมริกาที่อยู่ตั้งไกลมาถล่มประเทศลาวบอกว่าเป็น“อ้ายน้อง”กัน นี่ร้าวลึกกันขนาดนี้เพราะไทยเห็นแก่สัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯใช่หรือไม่

ตอนนี้หมดยุคสงครามเย็นไปนานแล้ว แต่สหรัฐฯก็ยังคงมีอิทธิพลเหนือไทยอยู่ ในไม่เคยปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ แม้ในเรื่องของผู้ก่อการการร้ายจับได้ในประเทศแท้ๆยังต้องส่งให้สหรัฐฯจัดการ แต่สหรัฐฯนั้นไม่เคยคิดอะไรที่เป็นต่างตอบแทนในระดับเดียวกัยเลย ไม่ว่าจะเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือ แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆอย่างวีซ่าที่ชาวสหรัฐฯสามารถเข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่าแต่หากคนไทยเพื่อนรักจะไปอเมริกาจะต้องถูกสกรีนมากมายต้องรู้ข้อมูลส่วนตัวในระดับลึกรวมทั้งทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวงที่มีกันเลยทีเดียวและถ้าวีซ่าไม่ผ่านก็ไม่มีการคืนเงินค่าสมัคร นี่ไม่ใช่เพื่อนกันทำกันไม่ได้หรอกขนาดนี้ เท่าเทียมมาก แต่จะว่าไปสหรัฐฯก็ไม่ลืมความดีของไทยหรอกนะเพราะในspeech เกี่ยวกับความสัมพันธ์ สหรัฐฯกล่าวชื่นชมไทยเสมอในฐานะเด็กดีของอเมริกา- ช่างเป็นเพื่อนกันแบบ “ไจแอนท์” กับ “โนบิตะ” โดยแท้

 

แต่เมื่อเหตุการวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทยในปี2540ในช่วงที่เหตุการณ์ยังไม่ถึงวิกฤตมากถึงขีดสุดแต่ค่าเงินบาทเริ่มตกลงอย่างมากแล้วสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P และ Moody(จากสหรัฐฯ)ก็รีบเข้ามาลดความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในทันทีทันใดและเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจไทยต้องการเงินกู้มาตั้งสำรองรักษาค่าเงิน 17,000 ล้านเหรียญ  บอกว่านี่ถือเป็นบทเรียนของไทยให้ไทยยืมมา 4,000ล้านเหรียญผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF พร้อมเงื่อนไขแสนโหดประดุจดั่งทาสในเรือนเบี้ยหรือเงื่อนไขของประเทศที่ตกเป็นอาณานิคม (ช่างต่างกับวิกฤตในแม็กซิโกที่สหรัฐฯรีบจัดให้ไปถึง  57,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลว่าประชาชนของสองประเทศมีสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง) ในขณะที่จีนที่โดนสหรัฐฯกระทุ้งทุกวันเรื่องให้ลอยตัวค่าเงินหยวน แต่จีนก็ยอมโดนด่าไม่ยอมลอยตัวค่าเงินหยวนให้เป็นไปตามกลไกตลาดในขณะนั้นเพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจเอเชียต้องเลวร้ายไปกว่านี้ แล้วในที่สุดสถานการณ์ก็ค่อยๆคลี่คลายจากการจัดการภายในเอเชียเอง

ในขณะเดียวกันเมื่อครั้งที่เกิดสึนามิถล่มหลายประเทศรวมทั้งไทยเมื่อก่อนสิ้นปี2547 ผู้คนล้มตายมากมาย จีนเป็นประเทศต้นๆที่หยิบยื่นความช่วยเหลือ ในขณะที่สหรัฐฯมหามิตร  ไม่ได้ให้ความสำคัญที่จะช่วยเหลือประเทศที่ประสบภัยเลยต่อมาก็ประกาศให้ 2 ล้านเหรียญ แล้วก็ 35 ล้านเหรียญ แต่เนื่องจากอาจทนเสียงกระหน่ำโจมตีไม่ไหวก็เพิ่มเป็น350 ล้านเหรียญให้กับภูมิภาคเอเชีย แต่ขอแลกกับการใช้สนามบินอู่ตะเภาของไทยในการลำเลียงความช่วยเหลือและใช้กองทัพเข้ามาในภูมิภาคแทนที่จะเป็นหน่วยบรรเทาทุกข์ (nothing’s free in thisworld)

แม้ว่าจีนมีข้อเสียมากมายไม่ว่าจะสินค้าที่เต็มไปด้วยสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่แทบจะเป็นจุดอ่อนที่ประเทศนี้ถูกพูดถึงทุกครั้งแต่เราก็มักจะเห็นว่า จีนไม่ได้ซ้ำเติมไทยในช่วงที่อยู่ในภาวะยากลำบากแตกต่างจากมหามิตรอย่างอเมริกา ที่มีนโยบายเอาแต่ได้และไม่เคยให้ความช่วยเหลือโดยไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยนเลย และในครั้งนี้เช่นกันแน่นอนสหรัฐฯไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารแต่ก็รีบออกมาซ้ำเติมด้วยการถอนความช่วยเหลือและพูดจาถล่มไทยอยู่ทุกวันทั้งในทางสื่อและทางการ รวมทั้งประกาศลดความช่วยเหลือ(อันน้อยนิด รวมทั้งตัดความสัมพันธ์ทางทหาร) ในขณะที่วันนี้มีปัญหาที่อียิปต์ ที่เบลารุส ก็เหมือนไทยแต่สหรัฐฯไม่ว่าอะไรสักคำ
“Friendship is about bringing out the positive when everything seemsnegative…being accepted for who you are…being able to pick up right whereyou left off…sharing, talking, and laughing.”

ไทยเคยได้รับการหยิบยื่นมิตรภาพแบบนี้จากสหรัฐฯมั้ย

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจกังวลอยู่ว่าหากไทยไม่เชื่อฟังสหรัฐฯดังเก่า  ไทยอาจจะถูกบอยคอตทางทางการได้ บอกตามตรงถ้าทำจริงนะเราอาจใช้โอกาสนี้คือขอ “หนูได้สั่งสอนราชสีห์” บ้างสักครั้งเถอะว่าอันที่จริงแล้ว การทำเช่นนั้นทำให้สหรัฐฯเสียมากกว่าได้ เนื่องจากว่า เอาเข้าจริงมูลค่าการลงทุนของสหรัฐฯในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์กว่าของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด และนักท่องเที่ยวสหรัฐฯมีเพียง 3%  ของจำนวนนักท่องเที่ยว 26 ล้านคนในไทย รวมทั้งไทยก้นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเรื่อยๆปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงกว่า 14%  ทั้งนี้ หากสหรัฐฯถอยการลงทุนไป เชื่อมั่นว่า จีนและอินเดียก็พร้อมจะเสียบในส่วนนี้ และหากตัดความสัมพันธ์กับไทย จะเป็นโอกาสที่จะทำให้จีนได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โอกาสที่จะเป็นรองในการคานอำนาจกับจีนในภูมิภาคนี้สูง ดังนั้น อย่าไปกลัวเลยที่ที่อเมริกาก่นด่าไทยอยู่ในขณะนี้ ประเทศไทยควรจะเดินหน้าจัดการกิจการภายในของไทยเองนั่นแหละเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วสหรัฐฯไม่กล้าขยับไปมากกว่านี้หรอก แต่ต้องไม่ลืมเขียนไว้ข้างเตียงว่า ทุกครั้งที่ไทยมีความยากลำบากในประเทศอเมริกา “มหามิตร” ปฎิบัติต่อประเทศไทยอย่างไร

 

This entry was posted in opinion and tagged , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s