เด็กทำงานหรือแรงงานเด็ก

images

เมื่อสองสามวันก่อนไปกินอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งกับเพื่อน พอดีว่าเราได้สั่งเบียร์มาด้วยโดย มีเด็กเสิร์ฟที่ดูก็รู้ว่าน่าจะเป็นเด็กนักเรียนมาทำงานหารายได้พิเศษ เด็กคนนั้นมารินเบียร์ให้ เราก็สงสัยเอ๊ะเด็กมันดูเหมือนจะไม่เด็กมากแต่ก็ดูว่าเด็กกว่าวัยที่จะยุ่งเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็เลยถามว่า “หนูมาทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมหรือ” เด็กตอบว่าใช่ แล้ว เราก็ถามต่อว่า เรียนชั้นไหนแล้ว เด็กบอกว่า ป.6  แล้วก็เรียนอยู่ที่โรงเรียนใกล้ๆร้านอาหารนี่เอง

พอบอกว่า ป. 6  ก็งง เพราะเหมือนหน้าน้องเขาจะแก่กว่านั้น เลยถามว่า อายุเท่าไรนี่ เด็กบอกว่า  12  ก็คิดว่า เออ  ก็ใช่อายุเท่านี้อยู่ชั้นนี้ แต่ ฉุกคิดขึ้นมาในใจ “ เอาแล้วไง” คือจริงๆ ฉันมีปณิธานอยู่ในใจชนิดหนึ่งว่าจะไม่ส่งเสริมให้เด็กอายุต่ำกว่า 18  ให้ข้องเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจะรู้สึกไม่สบายใจมากหากเห็นว่ามีการขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18  แต่ตอนนี้เป็นเด็กที่มาทำงานอยู่ในร้านอาหารซึ่งเขาก็ต้องทำทุกอย่างสินะ  เราคุยกันทีเล่นทีจริงกับเด็กว่า “ เอ .. มันมีกฎห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กต่ำอายุ กว่า 18 ปี แต่ว่าให้เด็กขายได้ใช่มั้ย  เด็กคนนั้นก็ตอบแบบขำว่า ค่ะ แล้วก็บอกว่า “แต่บางทีหนูก็แอบกินเหมือนกันนะ” เราก็อุทานขึ้นพร้อมกันว่า “ ฮ้า!  แอบกินด้วยเหรอ” เด็กบอกว่าก็ชิมดูค่ะ
เด็กคนนี้อารมณ์ดี ทำงานก็คล่องแคล่วแล้วรู้จักพูดคุยกับลูกค้าเป็นอย่างดี ฉันเชื่อว่าเด็กคนนี้ในอนาคตคงจะต้องเอาตัวรอดได้ในแง่ของการทำมาหากิน เธอบอกว่า เลิกงานตอนร้านปิดคือสี่ทุ่ม  เมื่อถามไปมาก็คือแม่ก็ทำงานอยู่ในร้านนี้ด้วยอยู่แผนกส้มตำ เลิกงานแล้วสองแม่ลูกก็ก็กลับไปพักที่หอพักที่เช่าอยู่ใกล้ๆร้านนั่นเอง และก็ใกล้โรงเรียนของเด็กด้วย

กินอาหารเสร็จหลังจากให้ทิปในถาดไปจำนวนหนึ่ง ก็เรียกเด็กมาทิปให้ต่างหากอีก 100  บาท พร้อมบอกว่า “อย่าเที่ยวไปแอบกินเบียร์อีกนะ ( แล้วแอบเติมข้อมูลไปเบาๆว่า) เดี๋ยวสมองถูกทำลายเร็วเกินไป” เด็กบอกว่าค่ะ พร้อมหัวเราะเล็กน้อย
ก็แค่ไปกินอาหารแล้วเจอเด็กทำงานนับเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยและทั่วโลกที่จะมีเด็กทำงานได้ แล้วเรื่องการให้เก็หฝึกทำงานหารายได้พิเศษช่วยพ่อแม่ก็นับเป็นเรื่องดีไม่น้อย  แต่ในหัวฉันก็คิดไป 2 เรื่อง คือประเด็นที่เด็กอายุยังน้อยแล้วต้องมาเสิร์ฟเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ “ใช่หรือไม่ใช่” “ ได้หรือไม่ได้ “ และประเด็นที่สองก็ไพล่คิดไปถึงประเด็นเรื่อง “แรงงานเด็ก”  ในตามมาตรฐานสากลแล้วได้มีกำหนดอายุที่เด็กจะทำงานได้และชั่วโมงการทำงานที่จะทำที่จะต้องไม่กระทบกระเทือนพัฒนาการของเด็ก หรืออะไรต่างๆเป็นต้น  ในกรณีนี้ไม่รู้ใครจะมาดูว่าเด็กได้ทำงานเป็นตามมาตรฐานแรงงานเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยการใช้แรงงานเด็กขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการใช้แรงงานเด็ก (ILO-IPEC)  หรือไม่ แต่ภาพที่ฉันเห็น แม่ลูกก็มาทำงานด้วยกันและกลับบ้านด้วยกันและเด็กก็ดูเหมือนว่าทำงานอย่างมีความสุข ฉันคิดว่า ณ.จุดนี้หากเอามาตรฐานสากลมาวัด อาจสร้างความเสียหายให้กับครอบครัวนี้มากกว่าการคุ้มครองเด็กด้วยซ้ำ เมื่อคิดได้ดังนี้ก็หวังว่า เด็กคนนี้จะเติบโตขึ้นมาอย่างมีทักษะชีวิตและอยู่ได้อย่างดีในสังคมรั่วๆแบบทุกวันนี้
———–

หมายเหตุ1: เด็กทำงานเป็นเรื่องปกติ แต่กรณีการใช้แรงงานเด็กตามหลักมาตรฐานสากลว่าทำได้หรือไม่ได้มีเกณฑ์ตามข้อมูลข้างล่างนี้

คำว่า แรงงานเด็ก (child labour) ในทางสากลมีนัยยะหมายถึงงานหนัก งานเสี่ยงอันตราย  เป็นงานที่มีสภาพการทำงานและเงื่อนไขที่แสดงให้เห็นถึงการแสวงประโยชน์จากเด็ก  มีผลเสียต่อสุขภาพร่างกายหรือจิตใจ ความเป็นอยู่หรือโอกาสในการศึกษาของเด็ก  และสำหรับเด็กช่วงอายุ 5-12 ปีหากทำงานแม้เป็นงานปลอดภัย  ก็ถือว่าเป็นแรงงานเด็ก

ดังนั้นคำว่า แรงงานเด็ก (child labourer) ที่ต้องได้รับการแก้ไขจึงหมายรวมถึง:

             เด็กอายุตามเกณฑ์การทำงาน (15-17 ปี) แต่ทำงานหนัก ทำงานเสี่ยงอันตราย มีผลเสียต่อสุขภาพ จิตใจหรือพัฒนาการและเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาอบรม มักมีชั่วโมงการทำงานเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด  หรือแม้ชั่วโมงการทำงานไม่เกินที่กฎหมายกำหนดแตงานที่ทำเป็นงานหนักและเสี่ยง

             เด็กอายุเกินกว่า 13 ปีที่ทำงานที่เสี่ยงอันตราย  ทำงานเกินกว่าเกณฑ์ที่อนุญาตให้ผู้เยาว์ทำงานเบาได้ (ประเทศไทยยังไม่ได้กำหนดการจ้างงานผู้เยาว์ที่ชัดเจน  ยกเว้น ในกฎกระทรางภาคการเกษตรและงานที่ (ผู้ใหญ่) รับไปทำที่บ้าน  และกรณีการจ้างนักเรียนนักศึกษาทำงานในช่วงปิดภาคเรียน

             เด็กช่วงอายุ 5-12 ปี ที่ทำงาน แม้เป็นงานปลอดภัยหรือชั่วโมงการทำงานน้อยเท่าใดก็ตาม  ก็ถือว่า เป็นแรงงานเด็ก

 

ส่วนในการดำเนินงานของโครงการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในประเทศไทย แรงงานเด็ก  แรงงานผู้เยาว์และเด็กกลุ่มเสี่ยงที่เป็นกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนั้นจะใช้หลักเกณฑ์ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย การให้บริการแก่เด็กเพื่อป้องกันการใช้แรงงานเด็กและช่วยเหลือให้เด็กออกจากการเป็นแรงงานเด็ก จะหมายถึง “เด็ก” ตามอนุสัญญาสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ. 2532 (UN Convention on the Rights of The Child, 1989) ซึ่งประเทศไทยลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีอนุสัญญาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 ซึ่งนิยามเด็กไว้ดังนี้

“เด็ก” หมายถึงบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์

(หมายเหตุ: ประเทศไทยได้ระบุนิยาม “เด็ก” ไว้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4 ว่า เด็กหมายถึง “บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า เด็กที่มีอายุต่ำกว่า สิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส” ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ)

เด็กในวัยอายุต่ำกว่า 18ปี ควรเป็นวัยที่ได้เรียน ได้เล่น ได้พัฒนาฝึกฝนตนเองอย่างรอบด้าน  ดังนั้นหากเด็กต้องรับจ้างทำงานก่อนอายุ 18 ปี ถือได้ว่าพวกเขาเป็นแรงงานเด็ก เว้นแต่เด็กที่ทำงานเบา (light work) หรืองานที่ให้เด็กทำได้ (child work) เพราะงานก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายสำหรับเด็กเสมอไป  งานสามารถเป็นได้ทั้งประโยชน์และอุปสรรคต่อพัฒนาการของเด็ก  ดังนั้น เพื่อที่จะตัดสินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของเด็กนั้นเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ นานาประเทศจึงได้วางหลักเกณฑ์ไว้ดังต่อไปนี้

“งาน” หมายความถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจ (economic activity) ทั้งที่เป็นกิจกรรมการผลิตสำหรับการตลาดที่มีค่าจ้าง และกิจกรรมการผลิตนอกภาคการตลาดที่ไม่มีค่าจ้าง ดังนั้นกิจกรรมการผลิตหรืออาชีพจึงปรากฏอยู่ได้ทั้งในระบบและนอกระบบ ในภาคเมืองหรือภาคชนบท

“แรงงานเด็ก” (child labour) ตามอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 138 ว่าด้วยอายุขั้นต่ำในการจ้างงาน พ.ศ. 2516 (ILO Convention No.138 Concerning Minimum Age for Admission to Employment, 1973) ซึ่งกำหนดระดับอายุต่ำสุดของการทำงานไว้ที่ 15 ปี (สำหรับประเทศยากจนกำลังพัฒนา อายุขั้นต่ำอาจกำหนดให้เป็น 14 ปี ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศกำหนดอายุขั้นต่ำไว้ที่ 16 ปี) และเกณฑ์อายุดังกล่าวต้องใช้บังคับอย่างน้อยเป็นขั้นต่ำสุดกับกลุ่มงานต่อไปนี้

“งานเหมือง และขุดแร่ งานในโรงงานผลิต งานก่อสร้าง งานไฟฟ้า งานแก๊สและประปา งานสุขาภิบาล งานขนส่ง งานคลังสินค้า งานการสื่อสาร งานกสิกรรม และงานเกษตรกรรมอื่นๆเพื่อผลิตในเชิงพาณิชย์ โดยไม่นับรวมถึงงานในครอบครัวหรือกิจกรรมขนาดเล็ก ซึ่งเน้นผลิตเพื่อบริโภคในท้องถิ่น และเป็นงานที่ไม่ได้มรการว่าจ้างแรงงานเป็นประจำ”

นอกจากนี้อนุสัญญาฉบับที่ 138 มาตรา 7 ยังได้ระบุถึงงานเบา (light work) ที่สามารถให้เด็กอายุ 12-14 ปี ทำได้โดยต้องไม่เกิน 14 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (หรือตามกำหนดของหมายในประเทศ) ได้แก่  งานที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก  งานที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาหรือการฝึกอาชีพ  งานที่ไม่เป็นงานที่เด็กต้องเสี่ยงอันตราย  ถ้าสภาพการทำงานหนักกว่าหรือชั่วโมงการทำงานมากไปกว่านั้นถือว่าเป็น แรงงานเด็ก เด็กอายุ 5-11 ปีหากทำงานแม้เป็นงานปลอดภัยถือว่าเป็นการใช้แรงงานเด็กที่ต้องห้าม

หมายเหตุ 2 :
ตัวเลขแรงงานเด็กทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงโดยจากปี  2000 ที่มีการใช้แรงงานเด็กอยู่  246 ล้าน ลดลงเป็น 168  ล้านในปี 2012  ซึ่งมีเด็กว่า 85 ล้านที่ทำงานในรูปแบบที่เสี่ยง ( แต่ก็ลดลงจาก 2000  ที่มีเด็กทำงานที่เสี่ยงอยู่ 171  ล้าน)

ในเอเชียและแปซิฟิคมีการใช้แรงงานเด็กอยู่ถึง 78  ล้านคนหรือคิดเป็น 9.3%  ของประชากรเด็ก แต่หากเทียบกันแล้วใน ซับ ซาฮาร่า อัฟริกาดูเหมือนว่าจะมีอัตราการใช้แรงงานเด็กสูงที่สุด คือ  59  ล้านคนหรือกว่า 21%  ของจำนวนประชากรเด็ก ส่วนในกลุ่มลาติ อเมริกามีการใช้แรงงานเด็กประมาณ  13 ล้านคน หรือ  8.8% ในขณะที่กลุ่มประเทศตะวันอกกลางและอัฟริกาเหนือมีการใช้แรงงานเด็ก 9.2 ล้านคนหรือ 8.4%

ทั้งนี้ แรงงานเด็กส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเกษตรกรรม (59% ) รองลงมาคือภาคบริภารและ อุตสาหกรรมตามลำดับแต่มักจะอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ
ที่มา: Marking progress against child labour – Global estimates and trends 2000-2012 (ILO-IPEC, 2013

This entry was posted in opinion and tagged , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s