ปลดปล่อยทาสให้เป็นไท(ย)

ภาพโดย อาชวิน อิ่มแก้ว

ภาพโดย อาชวิน อิ่มแก้ว

..ให้คับแค้น แน่นอุรา หาใดเหมือน

ทุกคืนเดือน รับใช้เขา เราหมองหม่น

ถูกสับโขก โชคอับเฉา เขลาอับจน

ชีวีป่น แหลกเหลวสิ้น ดิ้นแดตาย

..นึกไม่ถึง ข้าเป็นไท ในวันนี้

เพราะภูมี ศรีปกเกศ เมตตาหมาย

ทรงเลิกทาส ประกาศก้อง ผองเผ่าไท

พระคุณไท้ เลิศล้ำค่า หาใดเทียม

( ความในใจจากนายฉ่ำ ผู้เป็นทาสในเรือนเบี้ย ซึ่งมิสามารถถ่ายถอนตัวเองได้เหมือนทาสประเภทอื่น)

ในวันที่  23 ตุลาคมของทุกปีชาวไทยทุกคนคงรู้ดีว่านี่คือวันหยุดราชการอีกหนึ่งเนื่องในวันปิยมหาราช อันเป็นสมัญญานามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลายคนก็คงรู้ว่าหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ที่ทำให้เราได้มีชีวิตอยู่กันอย่างเป็นผู้เป็นคนในวันนี้คือ การเลิกทาส ทว่าจะมีใครเคยรู้หรือจำได้บ้างไหมว่าสาเหตุสำคัญๆที่ทำให้ต้องมีการเลิกทาสนั้นมาจากสาเหตุใดบ้าง วันนี้จะนำมาทบทวนให้ฟังกันสักครั้งหนึ่ง

มีผู้วิเคราะห์กันไว้ถึงสาเหตุมากมายที่ทำให้มีการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5  แต่ต้องไม่ลืมเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ  การมีไพร่และทาสทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม การเลิกทาสเกิดจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงมีพระราชประสงค์จะให้คนไทยมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันทุกคน จึงมีพระราชดำริจะยกเลิกการมีทาสในสังคมไทย ว่ากันว่า ในขณะนั้นมีประชากรทาสมากกว่าหนึ่งในสามของชาวสยาม

ส่วนเหตุผลอื่นๆมีดังนี้

การคุกคามของมหาอำนาจตะวันตก รัชกาลที่ 5 จึงทรงผ่อนปรนต่อการบีบบังคับของประเทศตะวันตกและเร่งปรับปรุงภายในประเทศให้เจริญก้าวหน้าขึ้น  เนื่องด้วยอิทธิพลของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกที่กำลงส่อเค้าว่าจะคุกคามไทย ถ้าสังคมไทยยังมีลักษณะป่าเถื่อนล้าหลัง และพลเมืองส่วนใหญ่ยังตกเป็นทาส โดยที่มหาอำนาจตะวันตกจะถือเป็นข้ออ้างเข้ามาช่วยสร้างความเจริญให้ด้วยการ เข้ามายึดครอง ดังนั้น การปรับสังคมด้วยการเลิกทาสย่อมเป็นการลดกระแสกดดันของลัทธิจักรวรรดินิยมได้

การรับอิทธิพลแนวความคิดแบบตะวันตก โดยการเรียนรู้และศึกษาศิลปวิทยาการตลอดจนแนวความคิดแบบตะวันตกมากขึ้น ( อิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกที่มุ่งปลดปล่อยทาสให้เป็นเสรีชนได้แพร่ขยายเข้า มาในสังคมไทยภายหลังที่ไทยได้ติดต่อค้าขายกับประเทศตะวันตกอย่างกว้างขวาง ภายหลังการทำสนธิสัญญาบาวริง พ.ศ. 2398 )

ความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจที่ต้องการแรงงานเสรีเพิ่มมากขึ้น โดยระบบการค้าเสรีที่เกิดขึ้นภายหลังสนธิสัญญาบาวริง ทำให้ธุรกิจการค้าและการผลิตต่างๆ ขยายตัวออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตข้าว ซึ่งการปลดปล่อยทาสให้มีอิสระในแรงงานของตนย่อมสนองตอบต่อความต้องการทาง ด้านแรงงานเสรีของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัว ( ทรงเห็นว่า การเกณฑ์แรงงานของไพร่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่)

ความจำเป็นทางด้านการปกครองที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีแผนการปฏิรูประบบบริหารราชการให้ทันสมัย ดังนั้นเมื่อทรงมีแผนการเช่นนี้แล้ว การปลดปล่อยทาสให้เป็นเสรีชนย่อมจะสอดคล้องกับความต้องการกำลังคนซึ่งมี อิสระในแรงงานของตนเป็นอย่างมาก เพื่อรองรับการขยายงานของระบบบริหารราชการสมัยใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน อนาคต ( บ้างก็วิเคราะห์ว่า การมีไพร่อยู่ในความดูแลเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ขุนนางผู้ใหญ่ใช้เป็นฐานกำลังเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง และล้มล้างพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้)

จะด้วยเหตุผลประการใดก็แล้วแต่ ชาวไทยทั้งผองควรยิ่งที่จะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทำให้การเลิกทาสในสยามไม่ดีความรุนแรงเสียเลือดเสียเนื้อมากมายแบบที่อื่นๆ รวมทั้งควรยินดีที่ตนเองได้เป็นไท มีอิสระในการใช้ชีวิตของตน ทว่า ทุกวันนี้แลว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว น่าเศร้าใจว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยแม้ประเทศไทยไม่ได้มีระบบทาสระบบไพร่กันแล้ว แต่หลายคนมีจิตใจพร้อมที่จะทาสรับใช้ให้แก่ใครๆหรือสิ่งใดได้อย่างไม่ลืมหูลืมตา //

This entry was posted in Article and tagged , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s