บุญทำกรรมแต่ง

tamboon

พูดถึงเรื่องบุญและกรรม คิดว่าคนไทยส่วนใหญ่น่าจะได้ยินสำนวน “บุญทำกรรมแต่ง”  กันมาบ้าง ค้นหาความหมายจากหลายๆที่ก็พบว่าให้ความหมายถึงเอวาไว้ว่า บุญหรือบาปที่ทำไว้ในชาติก่อนเป็นเหตุให้รูปร่าง หน้าตาหรือชีวิตของคนเราในชาตินี้สวยงาม ดีชั่ว เป็นต้น  หรืออีกวลีหนึ่งที่มักจะมีการพูดถึงคือ “แล้วแต่บุญแต่กรรม”  ดูเหมือนว่าเวลาสรุปด้วยวลีนี้แล้วเท่ากับคงไม่สามารถทำอะไรอะไรได้อีกเพราะเหมือนกับว่าชีวิตเราได้ถูกกำหนดแล้วอย่างนั้น  ที่เอาเรื่องนี้มาพูดวันนี้จริงๆแล้วไม่ได้ต้องการจะวิเคราะห์ว่า เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่จริง ใช่ไม่ใช่แต่ประการใด เพียงแต่กำลังจะพูดถึงเรื่องบุญเรื่องกรรมกันหน่อย  ว่าที่แท้แล้วในทางศาสนาพุทธนั้น “บุญ” คืออะไร หรือการทำบุญที่ถูกต้องแล้วต้องทำอย่างไร และทำบุญแบบไหนที่ได้บุญมากบุญน้อยตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ “ กรรม” ที่แท้แล้วคืออะไร

เมื่อวันที่ 22 กรกกฎาคมที่ผ่านมา ตรงกับวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสุดท้าย ของคอรส์ปฏิบัติวิปัสสนา เป็นเวลา 5  วันที่มีอาจารย์ฐานันตร์ ปุญญานุภาพ เป็นผู้ถ่ายทอดและชี้นำแนวทางวิปัสสนาให้แก่เหล่าศิษย์ทั้งหลาย ( เรื่องการฝึกปฎิบัติวิปัสสนาดังกล่าวนี้จะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป) ในช่วงสุดท้ายของวันอาจารย์ได้บรรยายธรรมที่นำมาสู่ความกระจ่างแจ้งแก่ใจ ในเรื่องของ “บุญ”ของ “กรรม” กันอีกครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ เราก็เคยอ่านมาแล้ว เรียนมาแล้ว รู้มาแล้ว แต่นานเข้านานเข้าและโดยการปฎิบัติชักคลาดเคลื่อน ความเชื่อหลายอย่างอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่ไม่ถูกไม่ต้อง หรือความรู้ที่เคยมีก็เริ่มเลอะเลือน

ทั้งนี้ ในโอกาสเทศกาลเข้าพรรษานี้จึงขอนำ เรื่องของ “บุญ” ของ “กรรม” มาทบทวนกันอีกครั้งการปฏิบัติที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ที่มาของเนื้อหาทั้งหมดนี้มาจากการสืบค้นข้อมูลจากที่อาจารย์ฯกล่าวและจากการสืบค้นจากหนังสือและบทความต่างๆ มาประมวลเข้ากัน เป็นการรวบรวมเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำตัวเองและเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง  หวังว่าจะเป็นประโยชน์ท่านที่ได้ผ่านเข้าอ่านในนี้

มาว่ากันด้วยเรื่อง “กรรม”  หมายถึงการกระทำทางกาย วาจา และใจ ที่มีเจตนาเป็นตัวนำ เราตั้งใจทำ พูด คิดเรื่องใด สิ่งใด ทั้งในแง่ดีและไม่ดี เรียกว่า “กรรม”  การกระทำกรรมดี เรียกว่า “กุศลกรรม” หรือ บุญ  และ กรรมไม่ดี  เรียกว่า “อกุศลกรรม”   หรือบาป กรรม แบ่งออกเป็น 12  ประเภท ใน 3 หมวดได้แก่ ตามกาลเวลา ตามหน้าที่ และตามกำลังความหนักเบา ดังนี้

หมวดที่ 1.กรรมให้ผลตามเวลา

1.1    กรรมให้ผลในชาตินี้ (ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม)

1.2    กรรมให้ผลในชาติหน้า (อุปปัชชเวทนียกรรม)

1.3    กรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป (อปราปรเวทนียกรรม)

1.4     กรรมที่เลิกให้ผล คือให้ผลเสร็จไปแล้ว หรือหมดโอกาสจะให้ผลต่อไป (อโหสิกรรม)

หมวดที่ 2. กรรมให้ผลตามหน้าที่

2.1      กรรมที่ส่งมาเกิด หรือ กรรมที่แต่งมาดีหรือชั่ว (ชนกกรรม)

2.2    กรรมที่เป็นพี่เลี้ยง หรือ กรรมที่สนับสนุน (อุปถัมภกกรรม) คือ ถ้ากรรมเดิมหรือชนกกรรมแต่งดี ส่งให้ดียิ่งขึ้น กรรมเดิมแต่งให้ชั่ว ก็ส่งให้ชั่วยิ่งขึ้น

2.3      กรรมบีบคั้นหรือขัดขวาง (ปุปปีฬกกรรม)  คือขัดขวาง คอยเบลี่ยนกรรมเดิมหรือชนกกรรม เช่นเดิมแต่งมาดี เบลี่ยนให้ชั่ว เดิมแต่งมาชั่ว เบลี่ยนให้ดี

2.4     กรรมตัดรอน (อุปฆาตกกรรม)  เป็นกรรมพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นเดิมชนกกรรมแต่งไว้ดีเลิศ กลับทีเดียวลงเป็นขอทานหรือตายไปเลย หรือเดิมชนกกรรมแต่งไว้เลวมาก กลับทีเดียวเป็นพระราชาหรือมหาเศรษฐีไปเลย

หมวด 3. กรรมที่ส่งผลตามกำลัง (ตามความหนักเบา)

  1. กรรมหนัก  (ครุกรรม ) กรรมฝ่ายดี เช่น ทำสมาธิจนได้ฌาน กรรมฝ่ายชั่ว เช่นทำอนันตริยกรรม มีฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ เป็นต้น เป็นกรรมที่จะให้ผลโดยไม่มีกรรมอื่นมาขวางหรือกั้นได้
  2. กรรมที่ทำเป็นดินพอกหางหมู (พหุลกรรม )  ไม่ได้เป็นกรรมหนักแต่ทำบ่อยๆ จนชิน จนกลายเป็นมาก
  3. กรรมขณะจิตดับ (อาสันนกรรม) กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย หรือที่เอาจิตใจจดจ่อในเวลาใกล้ตาย อาสันนกรรม ย่อมส่งผลให้ไปสู่ที่ดีหรือชั่วได้  ( คำอธิบาย การกระทำขณะจิตดับนี้ เสมือนการต้อนฝูงโคเข้าคอกตัวที่แก่ที่สุดเข้าถึงช้า แต่เมื่อปิดประตูคอกก็ยืนอยู่ปากคอกแม้แรงจะน้อย แต่เมื่อเปิดคอกก็ออกได้ก่อน เท่ากับรับกรรม ณ ขณะนั้นก่อน แต่แล้วตัวอื่นก็นำหน้าในเวลาต่อมา)
  4. กรรมไม่ครบองค์ประกอบ หรือเจตนาไม่สมบูรณ์ (กตัตตากรรม) คือ อาจจะทำด้วยความประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็อาจส่งผลดีร้ายให้ได้เหมือนกัน ในเมื่อไม่มีกรรมอื่นจะให้ผลแล้ว

คราวนี้ก็มาว่ากันถึงการทำบุญ   ความหมายของการทำบุญในเชิงเหตุคือ การกระทำความดี ในเชิงของผลคือ การกระทำที่ทำแล้วจิตใจชุ่มชื่น ไม่มีพิษมีภัยตามมา ย้อนกลับไปคิดแล้วไม่เสียใจในภายหลัง  การทำบุญต้องมีใจเป็นประธาน ทำด้วยใจและมีเจตนาตามนั้นจึงจะได้บุญ  คนในปัจจุบันเน้นการทำบุญด้วยเงินแต่ที่แท้แล้วแม้ไม่ต้องใช้เงินเลยเราก็ทำบุญได้  การทำบุญเป็นไปตามหลัก บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ   หรือการกระทำที่เกิดเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ผู้กระทำมี 10 ประการดังต่อไปนี้

  1. การบริจาคทาน (ทานมัย) คือ การให้  หรือการเผื่อแผ่ การเสียสละนับแต่ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจนกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม  การให้ทานเป็นการลดความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว และความคับแคบในจิตใจให้น้อยลง ทำให้เราไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ อีกทั้งสิ่งที่เราบริจาคหรือให้ทานแก่ผู้อื่นก็จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับ และสังคมโดยส่วนรวม การให้ทานนี้อยู่ที่ไหนๆ ก็ทำได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน
  2. การรักษาศีล (สีลมัย) คือการตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ หรือศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ศีล ๑๐ ของสามเณร หรือ ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ
  3.  การภาวนา (ภาวนามัย ) คือ เป็นการทำบุญอีกรูปแบบ ที่มุ่งพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตใจสงบ เห็นคุณค่าสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ซึ่งในข้อนี้หลายคนอาจจะทำเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น นั่งสมาธิ วิปัสสนา แต่หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยากเกินกำลัง ดังนั้น อาจจะทำง่ายๆ ด้วยวิธีการสวดมนต์
  4. การประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) คือการให้ความเคารพ ผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ ๓ ประเภท คือ ผู้มี วัยวุฒิ ผู้มี คุณวุฒิ หรือคุณสมบัติ ได้แก่ ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ และผู้มี ชาติวุฒิ
  5. การขวนขวายในกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย) คือ การกระทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดี ที่เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนรวม โดยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา เช่น การชักนำบุคคลให้มาประพฤติปฏิบัติธรรม มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น  หรือกล่าวง่ายๆคือ  เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่สังคมรอบข้าง ในการทำกิจกรรมความดีต่างๆ
  6. การให้ส่วนบุญ หรือ การบอกบุญ (ปัตติทานมัย) คือ การอุทิศส่วนบุญกุศลที่ได้กระทำไว้ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง และการบอกให้ผู้อื่นได้ร่วมอนุโมทนาด้วย ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ ได้ทราบข่าวการบุญการกุศลที่เราได้กระทำไป
  7. การอนุโมทนา (ปัตตานุโมทนามัย) คือ การได้ร่วมอนุโมทนา เช่น กล่าวว่า “สาธุ” เพื่อเป็นการยินดี ยอมรับความดี และขอมีส่วนร่วมในความดีของบุคคลอื่น ถึงแม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้กระทำ ก็ขอให้ได้มีโอกาสได้แสดงการรับรู้ด้วยใจปีติยินดีในบุญกุศลนั้น ผลบุญก็จะเกิดแก่บุคคลที่ได้อนุโมทนาบุญนั้นเองด้วย
  8. การฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) คือ การตั้งใจฟังธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน หรือที่เคยฟังแล้วก็รับฟังเพื่อได้รับความกระจ่างมากขึ้น บรรเทาความสงสัยและทำความเห็นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น จนเกิดปัญญาหรือความรู้ก็พยายามนำเอาความรู้และธรรมะนั้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สู่หนทางเจริญต่อไป
  9. การแสดงธรรม (ธัมมเทศนามัย) คือ คือการให้ธรรมะหรือข้อคิดที่ดีๆ แก่ผู้อื่น ด้วยการนำธรรมะหรือเรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์ไปบอกต่อ หรือให้คำแนะนำให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เช่น สอนวิธีการทำงานให้  แนะหลักธรรมที่ดีที่เราได้ยินได้ฟังมา และปฏิบัติได้ผลแก่เพื่อนๆ เป็นต้น ผลบุญในข้อนี้ นอกจากจะทำให้ผู้อื่นได้รับรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังทำให้ผู้บอกกล่าวได้รับการยกย่องสรรเสริญอีกด้วย
  10. การทำความเห็นให้ตรง ถูกต้อง เหมาะสม (ทิฏฐชุกัมม์) คือ การไม่ถือทิฐิ  เอาแต่ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ แต่ให้รู้จักแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น และความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้องตามธรรมอยู่เสมอ  หรือจะพูดง่ายๆ ว่า ให้คิดและประพฤติตนให้ถูกต้อง ตามทำนองครองธรรมก็ได้

จะเห็นว่าการทำบุญทั้งหมดมีข้อที่ต้องใช้เงินอยู่น้อยมากมาก หมายความแม้เราไม่มีเงินเราก็ทำบุญได้ และทั้ง 10 ข้อนี้แบ่งได้เป็น 3 หมวดคือ หมวดทาน คือ การทำทาน การให้บุญกุศลกับผู้อื่น และการอนุโมทนาบุญ หมวดศีล คือ การรักษาศีล การมีความอ่อนน้อมต่อผู้อื่น และ  ช่วยเหลือขวนขวายในกิจที่ชอบ หมวดภาวนา คือ การฟังธรรม การแสดงธรรม และการภาวนา ส่วนข้อ 10   การทำความเห็นให้ตรงถูกต้อง เข้าได้กับทุกหมวด

หลักการทำบุญทั้งหมดนี้เน้นว่า ต้องมีใจเป็นประธาน  ทำด้วยใจ เจตนาตามนั้น  แถมอีกเล็กน้อย ในประเด็นที่บางคนอาจมีข้อสงสัยว่า การทำบุญแบบไหนถึงจะได้อานิสงค์หรือได้บุญสูงสุดมี  ก็สรุปให้ฟังคร่าวๆ  9 ลำดับของการได้บุญจากน้อยไปหามาก  คือ  1 ) การทำบุญกับพระอริยสงฆ์ พระโสดาบัน  พระสกิตาคามี  พระอนาคามี  พระอรหันต์  ได้บุญมากกว่าทำบุญกับ สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ สามเณร  2) ทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้บุญมากกว่าทำบุญในข้อหนึ่ง 3) ทำบุญกับพระพุทธเจ้าได้บุญมากกว่าทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้า 4) ทำบุญกับคณะสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้บุญมากกว่าทำบุญกับพระพุทธเจ้า 5) ทำบุญสร้างเสนาสนะให้พระปฏิบัติธรรมได้บุญมากกว่าการทำบุญกับคณะสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน 6) นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะได้บุญมากกว่าการสร้างเสนาสนะ 7) รักษาศีล  ได้บุญมากกว่าการนับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ 8) เมตตาสมาธิ บุญมากกว่าการรักษาศีล และ 9)  การปฎิบัติวิปัสสนา ( ได้บุญสูงสุด)
————-

This entry was posted in Uncategorized and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s