ถึงเวลาฮานอย/Time for Hanoi

IMAG1098
เรื่องและภาพ โดยสุทธิดา มะลิแก้ว

คนขับแท็กซี่จากสนามบินสุวรรณภูมิถามว่า “มาจากไหนเหรอ” ตอบไปว่า “ ฮานอย”  แท็กซี่ “อ่อ เวียดนาม” แล้วพูดต่อว่า “ เป็นบ้างที่โน่นพัฒนาไปเยอะมั้ย” แล้วพูดต่อเองว่า “คงจะเยอะสินะ เหมือนพม่าตอนนี้ก็กำลังพัฒนา ได้ข่าวว่าไปเร็วมาก แต่ที่ไหนๆเขาก็พัฒนากันทั้งนั้นนะ มีแต่ไทยนี่แหละ มัวแต่ทะเลาะกันอยู่เลยไม่ไปถึงไหน” คนขับแท๊กซี่ว่ามาเป็นชุด  แต่ว่าจะตอบเขาว่าอะไรดี พัฒนาไปถึงไหน จะล้ำหน้าไทยมั้ย  นี่ก็ไม่ใช่คำพูดที่แท็กซี่คนนี้คิดคนเดียว ตอนนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยก็มีคำถามเดียวกับคนขับแท็กซี่คนนี้เหมือนกัน เอาเป็นว่า ได้เวลามาเล่าสู่กันฟังเรื่องของฮานอยวันนี้ กันสักหน่อยก็แล้ว

เริ่มต้นจากคำถามของแท็กซี่ที่ว่าบ้านเมืองเขาพัฒนาไปเยอะมั้ย อันที่จริงจะตอบว่าเยอะหรือไม่เยอะนั้นจะเอาฐานจากอะไรล่ะ เดิมคนขับแท็กซี่คนนี้เคยเห็นว่าเวียดนามหรือฮานอยแบบไหนแล้ววันนี้เป็นแบบไหนอันนี้ก็น่าจะตอบได้ ดังนั้น เมื่อเป็นคำถามที่ไม่ได้มีฐานมาให้เปรียบเทียบก็ใช้ฐานประสบการณ์ของตัวเองมาวัดเพื่อจะตอบคำถามนี้ให้ก็แล้วกัน

ฉันเดินทางไปเวียดนามอย่างเป็นกิจจะลักษณะครั้งแรกหมายถึงว่าเข้าไปคลุกคลีไปทำงาน เก็บข้อมูล ไปทำข่าว ที่เวียดนามก็ประมาณเมื่อ 16-17  ปีที่แล้วและใช้เวลาเข้าๆออกๆในประเทศนั้นอย่างต่อเนื่องอยู่ประมาณ 2-3 ปีเพื่อไปทำข่าว ซึ่งอันที่จริงแล้วต้องเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องรู้ในทุกด้านทั้งการเมืองเศรษฐกิจสังคม รวมไปถึงวัฒนาธรรม ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ได้ถูกนำเสนอในหนังสือพิมพ์ที่ทำงานอยู่แต่อยู่ในสมุดบันทึกและอยู่ในหัวหรือเป็นความรู้ติดตัวมาหลังจากไม่ได้ทำข่าวแล้วก็ยังคงได้มีโอกาสเข้าไปทำงานด้านงานพัฒนากับองค์กรระหว่างประเทศอยู่อีกหลายครั้งที่ทำงานในประเด็นเรื่องเอดส์ การค้ามนุษย์ และเรื่องแรงงานข้ามชาติ ในตอนนั้นเข้าก็ได้มีโอกาสเดินทางไปทั่วทุกภาคและเรียกได้ว่าเกือบทุกจังหวัดของเวียดนาม จนในที่สุดผลพลอยได้จากการทำงานก็เลยทำให้มีหนังสือเกี่ยวกับเวียดนามออกมาหนึ่งเล่มชื่อ “ มาวซัค เวียดนาม หรือ สีสันแห่งเวียดนาม” เป็นเรื่องราวของเมืองต่างๆ ที่เป็นเรื่องเล่าที่เป็นเชิงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในทางวัฒนธรรมและความเป็นอยู่และอาจจะทำให้คนไทยได้เข้าใจเพื่อนบ้านมากขึ้นกว่าที่รับรู้เฉพาะจากข่าวหรือข่าวลือ หนังสือเล่มนี้เป็นการทำงานร่วมกันกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นนักข่าวที่เคยทำงานมาด้วยกัน วันนี้กลับมาฮานอยอีกครั้งหลังจากห่างหายไปจากที่นี่เป็นเวลา 4  ปี  โชคดีมีเพื่อนใจดีสนับสนุนการเดินทางและที่พักเลยได้โอกาสที่จะกลับมาดูว่า ฮานอยเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ขอย้ำว่าแค่ฮานอยเท่านั้นไม่ใช่เวียดนามโดยรวมเพราะไม่ได้ไปเมืองอื่น

ก่อนอื่นตรงนี้ต้องบอกก่อนนะว่าสิ่งที่เล่าสู่กันฟังนี้เป็นความเป็นแบบส่วนตั๊ว ส่วนตัวไม่ต้องอ้างอิงงานวิชาการ หรือการอ้างชื่อแหล่งข่าวใดๆ  และจะย้อนไปยังสิ่งที่เห็นเมื่อหลายปีก่อนมาเปรียบเทียบให้เห็นกันในวันนี้ ทั้งในเรื่องที่เป็นทางกายภาพหรือสิ่งที่จับต้องได้และที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความคิดความอ่านหรือวิถีชีวิตของผู้คน

Vietnamese banknote

Vietnamese banknote

สมัยที่ไปเวียดนามใหม่ๆนั้น จำได้ว่า เฝอ หรือ ก๋วยเตี๋ยวเวียดนามนั้นมีราคาอยู่ที่ 5,000-7,000 ด่ง ก็ประมาณ 10-12 บาทยุคนั้น ข้าวราดแกงบ้านเราก็อยู่ที่ราคา 10 บาทเช่นกัน ในเวลาต่อมาราคาข้าวของก็ขึ้นทุกปี จาก เฝอชามละ 5,000 – 7,000 ก็ขึ้นเป็น 9,000 ต่อมาก็ 12,000  เรียกว่า จนกระทั่งสุดท้ายคือ 22,000  ราคาในขณะนั้นเทียบได้กับบาทก็อยู่ที่ ประมาณ 35  บาท (อัตราแลกเปลี่ยนเงินก็ขึ้นลงอย่างไม่ค่อยสม่ำเสมอ) โดยที่ราคาก๋วยเตี๋ยวไทยนั้นยังอยู่ที่ 25  บาท ทุกวันนี้ราคาข้าวราดแกงของไทยและก๋วยเตี๋ยวก็อยู่ที่ประมาณ 35  -50  บาท ราคาเฝอในเวียดนามก็ไม่ได้น้อยหน้า อยู่ที่ประมาณ 45,000 -50,000 ด่ง  หรือประมาณ  65-70  บาท ( อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1 บาทเท่ากับประมาณ 700  ด่ง) เรียกว่ากินก๋วยเตี๋ยว 2 ชามก็จ่ายไปเป็นแสนกันเลยทีเดียว แต่ว่าทุกวันนี้ก็ไม่ต้องพกเงินเป็นฟ่อนแบบเมื่อก่อน เพราะว่ามีธนบัตรที่ใหญ่ที่สุดคือใบละ 500,000 ด่ง นับศูนย์กันเมื่อยไปเลยทีเดียว ฉันก็มีปัญหากับแบงค์แสนและแบงค์หมื่นอยู่เนืองๆ 500,000 กับ 50,000  หรือเวลาซื้อของ 20,000 ก็ต้องดูแล้วดูอีกว่าที่ให้เขาไปคือแบงค์ 2 แสน  หรือ 2 หมื่น  เป็นต้น บางทีก็ขี้เกียจคิดก็ให้ๆไปให้เขาทอนมาเอง แต่กรณีนี้ถ้าแม่ค้าซื่อสัตย์ก็ดีไป แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่แอบตุกติกเล็กๆน้อยๆ ก็ช่วยไม่ได้เพราะ “เราโง่เอง” จริงมั้ย
IMAG1043 IMAG1051 IMG_9652 IMG_9699 IMG_9700 IMG_9706 IMG_9708 IMAG1080 IMAG1103-1 IMG_9711
อาหาร เครื่องดื่มของเวียดนามก็ไม่น้อยหน้าใครในโลก

ถามว่าราคาอาหารขนาดนี้แล้วถือว่าถูกหรือแพงสำหรับคนเวียดนาม เอาเป็นว่า รายได้ขั้นต่ำของลูกจ้างในเวียดนามนั้นแบ่งตามเขตๆเหมือนค่าแรงในไทยก่อนที่จะประกาศว่า 300  บาทเท่ากันทั่วประเทศ สำหรับในฮานอยและชานเมือง ข้อมูลจากเว็บไซด์ wageindicator  บอกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ เดือนละ 2,350,000 ด่ง หรือประมาณ 3 พันกว่าบาทนิดหน่อย ( แต่ในเมืองเล็กๆรายได้ก็น้อยกว่านี้) และที่สอบถามพูดคุยมาก็บอกมาประมาณนี้เช่นกัน นี่คือราคาอาหารหลักที่เทียบกับรายได้ขั้นต่ำ ดังนั้น ราคาข้าวของอื่นๆก็ไม่ต้องพูดถึง แต่สำหรับสินค้าที่จำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวหากเอาราคาที่เราคิดว่าจะสะดวกจ่ายในราคาเท่าไรเป็นตัวตั้ง สินค้าหลายชนิดก็ถูกกว่าสินค้าในไทย เช่น เสื้อผ้าที่ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ มีหลายร้านพยายามผลิตแบรนด์ของตัวเองออกมาและสามารถเพิ่มมูลค่า หรือเรียกว่า up  ราคาสินค้าให้อยู่ในเกรดดีและสามารถจำหน่ายในราคาสูงๆได้แล้ว ราคาก็อยู่ในระดับที่ซื้อแล้วก็สบายใจ

IMAG1040 IMG_9684 IMG_9760IMAG1067

บนท้องถนนที่วุ่นวายและมอเตอร์ไซค์ยึดครองพี้นที่ตลอดเวลา มีรถยนต์เข้ามาแจมบ้างพอสมควร

เอาละ คราวนี้เรามาดูการเปลี่ยนแปลงในทางอื่นๆกันหรือสิ่งที่เราเรียกว่าทางกายภาพหมายถึงสามารถมองเห็นจับต้องได้เอาฐานจากที่เคยสังเกตมาก่อน ในหนังสือ เรื่อง “มาวซัค เวียดนาม” ในบทที่เขียนถึงฮานอยได้ใช้ชื่อว่า “เมืองหลวงแห่งมอเตอร์ไซค์” เพราะว่ารถมอเตอร์ไซค์ครองถนนอยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนโดยเฉพาะในช่วงเช้าตอนที่ผู้คนไปทำงานและตอนเย็นที่เลิกงานทุกเลนของถนนมอเตอร์ไซด์ยึดครองเต็มพื้นที่พร้อมด้วยเสียงแตรที่กระหน่ำบีบกันทุกคัน ในช่วงเวลานั้น หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ฮานอยมีประชากรประมาณ 5  ล้านคน มีมอเตอร์ไซค์อยู่ประมาณ 3  ล้านคัน และเมื่อถามว่าวันนี้เป็นอย่างไร คำตอบคือ ฮานอยมีประชากรมากขึ้นอยู่ที่เกือบๆ 7 ล้านคนจำนวนรถมอเตอร์ไซค์ก็มากขึ้นตามลำดับ แต่ถนนในเมืองเท่าเดิม แต่ที่ต่างออกไปก็เริ่มเห็นรถยนต์มีจำนวนมากขึ้น แต่ก็ยังดีที่ไม่มีการมากขึ้นแบบก้าวกระโดดเหมือนของไทยเพราะว่าที่เวียดนามนั้น เขาไม่สนับสนุนการซื้อรถเงินผ่อน ดังนั้นใครจะมีรถยนต์ก็ต้องนำเงินสดไปซื้อเท่านั้น และการที่เราเห็นว่ามีรถยนต์มากขึ้นก็อาจสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจของคนฮานอยนั้นคงดีขึ้นแน่ๆ  สำหรับรถมอเตอร์ไซด์นั้นปัจจุบันเราก็จะเห็นว่ามากมายหลายยี่ห้อแต่ ฮอนด้า ยังคงเป็นรถยอดนิยมอยู่ดี

พูดถึงเรื่องการพัฒนาทางวัตถุ ในปัจจุบันก็มีตึกใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย รวมทั้งโรงแรมระดับห้าดาวก็ผุดขึ้นหลายๆแห่งห้างสรรพสินค้าแห่งแรกที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมล้วนๆก็เกิดขึ้นแล้ว ใครๆก็รู้จัก จ่างเตียน พลาซ่า  (Trang Tien Plaza)  ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ถนนจ่างเตี่ยน แต่ว่าจะมีคนไปเดินหรือช้อปมากน้อยแค่ไหนอันนี้ก็ไม่แน่ใจ โรงภาพยนตร์ก็มีมีการปรับปรุงและมีโปรแกรมฉายหนังดีๆผิดจากเมื่อก่อนที่อาจจะมีเฉพาะบางวัน พ่อมากพระโขนงก็จะเข้าฉายด้วย นอกจากนั้นยังมีการเตรียมการขยายสร้างอาคารสนามบินเพิ่มอีกเพื่อรองรับการเข้ามาของสายการบินอีกหลายๆสายการบินในอนาคตอันใกล้ และ สร้างถนนวงแหวนข้ามแม่น้ำแดง ( Song Hong)  แม่น้ำสายหลักของฮานอย  เรียกได้ว่า ในทางวัตถุแล้ว เราก็จะเห็นการขยายตัวหรือการพัฒนาที่เกิดขึ้นมากมายในฮานอยที่ทำให้เชื่อได้ว่า อีกไม่นานฮานอยก็จะตามทันกรุงเทพฯ  แต่ว่าจะทันหรือไม่ด้วยปัจจัยไหนเดี๋ยวก็มาคุยกั

Trang Tien Plaza ห้างสรรพสินค้าแบรนด์เนมแห่งแรกของฮานอย

Trang Tien Plaza ห้างสรรพสินค้าแบรนด์เนมแห่งแรกของฮานอย

คราวนี้มาดูถึงการเปลี่ยนแปลงที่ในทางที่ไม่ใช่วัตถุกันบ้าง เรื่องแรกเริ่มกันตั้งแต่การเข้าเมืองกัน ก่อนหน้านั้นตอนที่เวียดนามเปิดประเทศใหม่ๆนอกจากการขอวีซ่าจะยุ่งยากแล้ว มิหนำซ้ำตอนที่ไปถึงตรวจคนเข้าเมืองก็ยังจะต้องมีรูปติดบัตรไปอีกสองรูปและถ้าใครไม่รู้คือไม่ได้เตรียมรูปไปก็จะต้องไปถ่ายรูปก่อนแล้วค่อยดำเนินการซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่ตรงนั้น แต่แน่นอนว่าราคานั้นแพงมาก เรียกว่า ด่านแรกก็เจอซะแร้ว แต่ปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับชาวอาเซียนด้วยกัน นอกจากจะไม่ต้องใช้วีซ่าและสามารถอยู่ได้ถึง30  วันแล้ว ในตอนนี้ในขาเข้าเมือง(อันนี้สำหรับทุกคน) ก็ไม่ต้องกรอกใบเข้าเมืองออกเมืองแล้วล้วน นับว่าสะดวกและการเข้าเมืองก็รวดเร็วมาก

มาถึงในเมือง มาเจอกับผู้คนก็พบว่าชาวฮานอยนั้นมีความเป็นมิตรมากขึ้น ช่างพูด ช่างคุยมากขึ้น และไม่ได้หวั่นเกรงกับกล้องถ่ายรูปอย่างแต่ก่อน จะถ่ายรูปผู้คนก็ไม่ได้สนใจและไม่ว่าอะไรมาก ในเรื่องของธุรกิจนั้นก็ดูเหมือนมีความเข้าใจในความเป็นเมืองท่องเที่ยวและอยากสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวเนื่องจากเข้าใจแล้วว่านี่คือผู้ที่จะทำให้เศรษฐกิจของพวกเขาดีขึ้น เมื่อก่อนนั้นร้านค้าในฮานอยจะไม่มีการง้อลูกค้า เรียกได้ว่าไม่สนใจด้วยซ้ำ การเดินๆเข้าไปดูๆของโดยไม่ได้ซื้ออาจจะพบคำตำหนิอยู่ในสายตาของของเจ้าของร้านได้ แต่ทุกวันนี้มียิ้มแย้มแจ่มใส เชิญชวนแต่ไม่ยัดเยียดแล้วบอกว่าแค่แวะมาก็ดีใจแล้ว หรือ การที่เราไม่ได้ซื้ออะไรที่ร้านเขาก็บอกว่า เสียใจที่ไม่มีของที่ถูกใจให้กับเธอที่ร้านนี้ วิธีการพูดหรือกริยาท่าทางได้เปลี่ยนไปมากและชาวเวียดนามเริ่มเข้าใจคำว่าservice mind  มากขึ้นด้วย

IMAG1044 IMAG1045
เด็กสาวอายุยังไม่ยี่สิบเต็มแต่ขายของอย่างแคล่วคล่องแสะมนุษย์สัมพันธ์ดีมากๆ

ในขณะที่เรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากๆคือ โดยปกติแล้วชาวเวียดนามมักจะไม่ค่อยกล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของตัวเอง แต่ในช่วงนี้ได้คุยกับเพื่อนๆบางคนก็เริ่มพูดถึงเรื่องการคอรัปชั่นของรัฐบาล กันบ้างแล้ว  ชาวเวียดนามนั้นชอบเอาตัวเองมาเปรียบกับไทย อันที่จริงอย่าเข้าใจผิด เขาไม่ได้คิดแข่งขันกับไทยหรอกเขาเพียงแต่มองไทยเป็นฐานสำหรับการพัฒนาเท่านั้น เนื่องจากในอดีตก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสังคมนิยมนั้นดูเหมือนว่าไทยนั้นไม่ได้เจริญไปกว่าเวียดนามเลยหรืออาจเรียกว่าด้อยกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหากเทียบ ไซ่ง่อน หรือ โฮจิมินห์ ซิตี้ เมืองหลวงของเวียดนามใต้เดิมกับกรุงเทพฯ  เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ดูเหมือนว่าการพัฒนาประเทศนั้นไปได้อย่างช้ามาก จนกระทั่งเมื่อมาเปิดให้มีการลงทุนจากต่างประเทศก็เริ่มเห็นการขยับขยายของเวียดนาม ในตอนนั้นลุงนัม ลุงชาวเวียดนามที่ช่วยเป็นล่ามและเก็บข้อมูลให้ฉันเคยบอกว่าเมื่อ 17 ปีมาแล้วบอกว่า เวียดนามน่าจะตามหลังไทยอยู่สักสามสิบปีได้ละมั้ง เพื่อนชาวเวียดนามที่อยู่ในกระทรวงวางแผนและการลงทุนก็เช่นกันคิดอย่างนั้น และในขณะนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยบูมที่สุด ก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ก็เห็นถึงความแตกต่างกันอย่างได้ชัดเจนพอสมควร ทั้งในเรื่องวัตถุและเรื่องการจัดการที่ยุ่งยากรวมทั้งเรื่องวิธีคดต่างๆ แต่ด้วยลักษณะนิสัยของคนเวียดนามที่สนใจในเรื่องของการทำมาหากิน การเปิดการลงทุนจากต่างประเทศ การเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน รวมทั้ง การยกเลิกการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ (embargo)  ของสหรัฐฯ ทำให้เวียดนามพัฒนาประเทศในทุกด้านขึ้นอย่างรวดเร็ว

ฉันไปนั่งอยู่ที่ร้านน้ำชาหน้ากระทรวงกลาโหม ดูคนตอนเลิกงาน บนถนนที่มีต้นไม้ร่มรื่นแต่ช่วงเลิกงานก็เห็นแค่มอเตอรืไซด์เต็มพื้นที่ เพื่อนชาวเวียดนามซึ่งทำงานกับสื่อของรัฐมองสภาพทั่วๆไปแล้วบอกว่า อีก 20  ปีละมั้งกว่าเวียดนามจะตามไทยทัน ฉันบอกว่า “ไม่หรอก คือเมื่อก่อนประเทศไทยก้าวหน้ากว่าก็จริง แต่ก็ก้าวไปอย่างช้าๆ แต่เวียดนามนั้นก้าวเร็วมาก ทำให้เวียดนามก็ใกล้เคียงกันมากขึ้น และตอนนี้คิดว่าจะยิ่งใช้เวลาน้อยกว่านั้นเพราะไทยไม่ได้แค่หยุดอยู่กับที่แต่ตอนนี้เรากำลังถอยหลังอยู่ในขณะที่เวียดนามนั้นยังคงก้าวไปเรื่อยๆ ดังนั้น เวียดนามพัฒนาในระดับนี้ก็คงแซงไทยได้สบายๆนะ แต่เขาไม่เห็นด้วย พร้อมกับบอกว่า เวียดนามก็เหมือนกับไทยนั่นแหละ ปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ขัดขวางความเจริญก็คือคอรัปชั่น  และคิดว่าสำหรับเวียดนามแล้วคงแก้ยากเพราะจะให้มีคนเหมือนลุงโฮ หรือท่านโฮจิมินห์มาช่วยกู้ประเทศอีกคงไม่มีอีกแล้ว หรือไม่งั้นก็คงอีกสักพันปีละมั้ง  ตรงนี้ทำให้ฉันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ว่า “อย่างนี้เวียดนามพันปีก็มีวีระบุรุษเกิดขึ้นหนึ่งคนสิ เมื่อพันปีก่อนที่ที่ลุงโฮจะมากู้ชาติให้เวียดนามก็มี “เจิ่นฮึงเด่า” เข้ามาช่วยเวียดนามเอาไว้ไม่ให้กุบไลข่านมาตีได้ ใช้มั้ย” อันนี้เป็นบทสนทนาขำๆ แต่คล้ายว่าจะเป็นเรื่องจริง เขาเลยบอกว่านั่นน่ะสิ เดี๋ยวรออีกพันปี

เราคุยกันว่า อันที่จริงการปกครองระบอบไหนก็ได้ถ้าเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่ตอนนี้ดูๆไปแล้วในทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนดูเหมือนว่าไม่มีประเทศไหนที่ไม่มีการคอรัปชั่น หรือ มีรัฐบาลที่เอาใจใส่ต่อปัญหาของประชาชนจริงๆมากกว่ากลุ่มพวกพ้องของตัวเอง หรือนี่แหละคือความเหมือกันของสมาชิกในกลุ่ม”ประชาคมอาเซียน”

คราวนี้กลับมาประเด็นที่ว่าแล้วสุดท้ายเวียดนามพัฒนาไปมากขนาดนี้แต่ล้ำหน้าไทยไปหรือยัง คิดว่าไม่จำเป็นจะต้องหาคำตอบเพราะควรจะดูว่า เอาเข้าจริงๆแล้วแต่ละประเทศตั้งเป้าให้ประเทศเดินทางไปในทิศทางไหนมากกว่า อันที่จริงตั้งแต่เดินทางมาทั่วภูมิภาคนี้ แน่นอนว่า ทุกประเทศก็มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วยกันทั้งนั้น แต่ชื่อเรียกเมื่อแปลออกมาแล้วก็อาจต่างกันออกไปบางประเทศเป็นแผน 5  ปี  บางประเทศเป็นแผน 10  ปี แต่ยังไม่มีประเทศไหนที่มีแผน 50 ปี เหมือนสิงคโปร์ และที่สำคัญคือทำได้จริงตามแผน

ในขณะที่ไทยและเวียดนามก็ไม่ค่อยต่างๆกันมากในแง่ของการชอบมีเมกะโปรเจ็คหรืออภิมหาโครงการในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้เห็นว่านี่คือความเจริญที่นำเข้ามาสู่ประเทศแต่มีการรั่วไหลของงบประมาณสูง ในขณะเดียวกันก็มักลืมคิดเรื่องที่สำคัญที่เป็นรายละเอียด  เช่น แม้จะต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้นแต่ทุกวันนี้ถนนหนทางหรืออาคารสำคัญต่างๆของเวียดนามก็ยังไม่มีภาษาอังกฤษกำกับเลย แต่โชคดีที่คนพอจะอ่านชื่อเฉพาะได้เพราะใช้ตัวอักษรแบบภาษาอังกฤษทำให้คนที่ไปเยือนก็พอเดาชื่อถนนได้ แต่สถานที่สำคัญซึ่งไม่มีคำแปลเห็นแต่ตัวตึกก็ไม่มีใครรู้ว่านี่คือสถานที่สำหรับอะไร หรือข้อความประกาศว่าอะไรที่ติดอยู่ทั่วไป

รัฐบาลเวียดนามเพิ่งจัดงานโปรโมตสินค้าเวียดนามสู่สากลไปเมื่อในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2556   ช่วงที่ฉันอยู่นั่นพอดี แต่พอมาซื้อของที่เป็น product  เวียดนามแท้ๆ เช่น กาแฟ หรือ ของแห้งต่างๆจากซูเปอร์มาร์เก็ตกลับไม่พบว่าไม่มีภาษาอังกฤษกำกับเลยว่า คืออะไร ส่วนผสมคืออะไร ทั้งๆที่สินค้าบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กาแฟคือสินค้าออกของเวียดนามแท้ๆเลยทีเดียว หรือว่าของที่ขายในประเทศจะไม่จำเป็นต้องเขียนภาษาอังกฤษก็ไม่รู้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้พบเห็นในเวียดนามในวันนี้เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามเมื่อหลายมีที่แล้วก็ทำให้เห็นว่า เวียดนามมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วและพร้อมที่จะก้าวสู่สากลได้ไม่ยาก หากมองจากวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศตามแผนที่วางไง้และหากมีการเอาจริงเอาจังเรื่องคอรัปชั่นเหมือนกำลังวางแผนเอาไว้และมีการเปิดหลักสูตรต่อต้านคอรัปชั่นสอนในโรงเรียนอย่างจริงจังตามที่วางแผนเอาไว้เวียดนามอาจจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอยู่ น่าท่องเที่ยว และน่าลงทุนอยู่ไม่น้อย  ดังนั้น ทั้งไทยและเวียดนามก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกว่าใครจะก้าวหน้าไปกว่าใคร เพราะหากทั้งสองประเทศตัดเรื่องคอรัปชั่นออกไปได้การพัฒนาก็คงก้าวไปได้พร้อมกันทั้งสองประเทศนั่นแหละ/
IMAG1056 IMAG1098 IMG_9633 IMG_9730 IMG_9763 IMG_9800 IMG_9828 IMG_9790
แลนด์มาร์คสำคัญคงอยู่ครบถ้วนกระบวนความ

  • หมายเหตุ  ผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไมถึงไม่เขียนเรื่องสถานที่เที่ยว ที่กินหรืออาหารการกินบ้าง เพราะนี่ต่างหากที่จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่จะขอบอกว่า นี่คือการ update  สถานการณ์ เพราะว่า สถานที่เที่ยวก็ยังอยู่ดังเดิมดังภาพที่นำมาให้ชม ได้เขียนเอาไว้แล้วใน มาวซัคเวียดนาม หรือเรื่องอาหารการกิน เขาก็กินอาหารเหมือนเดิม เคยกล่าวถึงเอาไว้แล้วเช่นกัน ประวัติศาสตร์สำคัญๆล้วนแต่เคยเขียนไปแล้ว ถ้าใครสนใจก็ไปหาอ่านได้ใน หนังสือเล่มนี้เช่นกัน หากยังไม่มีก็ติดต่อสอบถามได้ที่  supalakg@gmail.com ได้เลย (แต่อาจมีจำนวนไม่มากนัก)
    scan0005
This entry was posted in opinion and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

2 Responses to ถึงเวลาฮานอย/Time for Hanoi

  1. Gedtawa Nwn says:

    แอบแวะมาอ่าน อิอิ
    อ่านบล็อกพี่สุทแล้ว
    ทำให้หนูเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนบล้อกอีกรอบแฮะ

    • smksutthida says:

      ดีใจที่รู้ว่าสามารถสร้างแรงบันดาลใจ อิอิ ตกลงเปลี่ยนมาใช้บล็อคนี้แล้วยัง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s