พม่า: ที่ซึ่งจีนและอินเดียมาเจอกัน

382223_529694137065789_1210858488_n
Book Review โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

ระยะนี้เรื่องพม่ากำลังเป็นที่สนใจ ใครๆก็อยากรู้จักพม่า และอยากไปเที่ยวพม่ากัน ถ้าอยากจะหาหนังสือที่มองพม่าในมุมของคนพม่าที่สามารถพาเราท่องเที่ยวไปในประวัติศาสตร์ได้อย่างสนุกสนานขอแนะนำ Where China Meets India: Burma and the new crossroads of Asia เขียนโดยถั่นมินต์อู (Thant Myint U) หลานชาย อู ถั่น อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ (1961-1971) วางแผงมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ราคาขายในเมืองไทย 550 บาท

ความจริงถั่นมินต์อู ไม่ได้เจตนาจะเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือท่องเที่ยวเพียงแต่บังเอิญว่าเขาใช้การเดินทางเป็นการเดินเรื่อง แล้วเติมบริบททางประวัติศาสตร์เข้าไปเพื่ออธิบายเรื่องร่วมสมัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ ความที่เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ เคยสอนประวัติศาสตร์ เป็นลูกหลานของคนในประวัติศาสตร์พม่า และเป็นคนพม่าแท้ๆ ทำให้ถั่นมินต์อูเล่าเรื่องได้ละเอียดละออลึกซึ้ง แม้ว่าเขาจะได้รับการศึกษาและเติบโตในต่างประเทศก็ตาม

ถั่นมินต์อู จบการศึกษาจากฮาวาร์ดและเคมบริดจ์ สอนประวัติศาสตร์ที่ Trinity College เคมบริดจ์หลายปี เคยทำงานรักษาสันติภาพภายใต้ร่มธงสหประชาชาติในกัมพูชาและอดีตยูโกสลาเวีย เคยทำงานในสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นิวยอร์คอยู่ระยะหนึ่ง

ความที่เป็นหลานอูถั่น ถั่นมินต์อู จึงรู้จักกับอองซานซูจีเป็นการส่วนตัวด้วย สมัยอองซานซูจียังสาวๆเคยไปมาหาสู่กับครอบครัวของเขาอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเรื่องอะไรๆที่เขาพูดถึงอองซานซูจีในหนังสือของเขาจึงเป็นการมองจากมุมมองของคนใน ไม่ใช่จากสายตาของบุคคลภายนอก

ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นเล่มที่สองของเขาเกี่ยวกับพม่า เล่มแรกคือ The River of Lost Footsteps: A Personal History of Burma เล่มสอง ถั่นมินต์อู ไม่ได้พูดถึงเรื่องพม่าโดยตรงมากนัก หากแต่เล่าถึงพื้นที่ในบริเวณที่เป็นพื้นที่กันชนระหว่างจีนกับอินเดีย พูดให้ชัดคือ ด้านเหนือของพม่า ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และ ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เป็นพื้นที่ซึ่งคนข้างนอกส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะคุ้นเคยกันนักเพราะเข้าถึงยากอันเนื่องมาจากปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องสภาพภูมิประเทศเรื่อยไปจนถึงปัญหาทางด้านความปลอดภัยเพราะบางส่วนยังเป็นพื้นที่สู้รับกันอยู่ก็มี

แต่เขาเลือกหยิบเรื่องราวของพื้นที่ตรงนี้มาเล่า เพราะเข้าใจว่าเคยเป็นพื้นที่ซึ่งจีนและอินเดียใช้ติดต่อไปมาหาสู่กันและแน่นอนในการติดต่อกันนั้นผ่านสิ่งที่ปัจจุบันเราเรียกว่า ประเทศพม่าอยู่ด้วย

ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ถั่นมินต์อู ท้าวความไปตั้งแต่ 112 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อจักรพรรดิ์จีนส่งคณะนักสำรวจไปหาช่องทางในตำนานที่เล่ากันว่าผ่านจากใจกลางอาณาจักรของพระองค์ไปสู่ดินแดนที่ค้นพบใหม่คืออินเดียและประเทศที่ไม่คุ้นเคยถัดจากนั้นไปอีก ก่อนหน้านั้นการเดินทางไปทางทิศตะวันตกของจีนนั้นใช้เส้นทางที่เหนือขึ้นไปกว่านี้อีกหน่อยแต่ต้องเดินทางผ่านเขตพวกคนป่าเถื่อนและทะเลทรายที่กว้างใหญ่ จริงๆแล้วเส้นทางที่ว่านั้นก็คือในเวลาต่อมาเรียกว่าเส้นทางสายไหมนั่นเอง

หลังจากเดินทางผ่านอาณาจักรยี่ลาง ซึ่งถือว่าอยู่ชายขอบสุดของอารยธรรมจีนในสมัยนั้น คณะนักสำรวจก็เข้าถึงอาณาเตี้ยน ซึ่งจริงๆก็คือมณฑลหยูนหนานในปัจจุบัน พวกเตี้ยนต้อนรับคณะสำรวจเป็นอย่างดี และบอกว่าเส้นทางถัดไปถูกปิดกั้นโดยชนอีกกลุ่มหนึ่งคือคุณหมิง แท้ที่จริงแล้วพวกเตี้ยนไม่อยากให้คณะสำรวจเดินทางต่อไปเพราะไม่อยากให้ค้นพบเส้นทางการค้าที่พวกเตี้ยนผูกขาดอยู่ ก็เลยให้ข้อมูลว่าถัดจากพวกคุณหมิงก็เป็นพวกหลี่ ถัดจากนั้นอีกเป็นอาณาจักรเตี้ยนหยูเป็นดินแดนของพวกขี่ช้าง ที่สุดเป็นอันว่าคณะสำรวจนี้ไปไม่ถึงที่หมายที่จักรพรรดิ์อยากจะให้ไปเพื่อเปิดเส้นทางติดต่อโดยตรงกับอินเดีย แต่มาหยุดอยู่ที่อาณาจักรของเตี้ยน แต่การที่ได้มาหยุดที่นี่ก็เป็นการเปิดโลกใหม่อีกโลกหนึ่ง ซึ่งตอนสิ้นสุดของศตวรรษที่ 12 นี่เป็นขอบขัณทสีมาของพม่า และเป็นการทำความฝันแต่ครั้งโบราณกาลที่จะไปอินเดียได้พบกับจุดเริ่มต้นเสียที

สภาพภูมิศาสตร์บางทีก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุผลทางธรรมชาติ เช่นมหาสมุทรลดตัวลงต่ำทำให้แผ่นดินเอเชียและอเมริกาเคยเจอกันกลายเป็นพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าทะเลแบริ่ง ฟ้าฝนที่เปลี่ยนแปลงเมื่อหลายพันปีมาแล้วทำให้พื้นที่สีเขียวชุ่มน้ำแถบเหนือของแอฟริกากลายเป็นทะเลทรายซาฮารา แยกแอฟริกาออกจากยุโรป หรือฝีมือมนุษย์ขุดคลองซูเอซเชื่อมมหาสมุทรอินเดียเข้ากับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ย่นระยะทางจากยุโรปมาเอเชีย และอำนวยความสะดวกให้พวกยุโรปเข้าครอบครองเอเชีย ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อสภาพภูมิศาสตร์เปลี่ยน รูปแบบการติดต่อกันของมนุษย์ก็เปลี่ยนจากแบบเดิมไปสู่แบบใหม่ทำให้คนแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อนบ้านกันได้

ถั่นมินต์อู เขียนว่า หลายปีก่อนหน้าเขาสังเกตุเห็นรายงานข่าวแทบไม่มีเรื่องอื่นเลยนอกจากแผนที่ใหม่ของเอเชีย มีแผนการของจีนที่จะเชื่อมใจกลางของประเทศที่มีขนาดใหญ่มหึมานี้เข้ากับชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ถนนสายใหม่จะตัดผ่านเขตที่สูงในพม่าเพื่อเชื่อมจีนกับอินเดียโดยตรง จะมีการสร้างท่าเรือใหม่ริมอ่าวเบงกอล การขนส่งน้ำมันจะถ่ายจากเรือที่มาจากตะวันออกกลางลงท่อไปสู่จีน พูดกันถึงขนาดว่าจะขุดลอกตอนเหนือของแม่น้ำอิรวดีเพื่อให้เรือบรรทุกสินค้าทวนน้ำขึ้นไปให้ถึงใจกลางแผ่นดินจีนกันเลยทีเดียว

รายงานข่าวจากอินเดียก็แสดงออกถึงความทะเยอทะยานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ด้วยนโยบายมองตะวันออกของอินเดีย นิวเดลลีก็ประสงค์จะกระชับความสัมพันธ์กับโลกตะวันออกที่มานานแสนนานแล้วให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยการคมนาคมทางทะเลและบนบกผ่านพม่า อินเดียมีแผนที่จะสร้างถนนในพื้นที่ซึ่งเหนือบริเวณที่จีนวางท่อแก๊สและน้ำมันไปหน่อย

หลายพันปีมาแล้วที่อินเดียและจีนถูกแยกออกจากกันด้วยป่าดิบ ไข้มาลาเรีย สัตว์ร้าย เทือกเขาหิมาลัยและที่ราบสูงธิเบต อารยธรรมจีนและอินเดียก่อรูปร่างขึ้นด้วยความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าเผ่าพันธุ์ ภาษา และ วัฒนธรรม สมัยก่อนพวกนักบวช นักเผยแพร่ศาสนาหรือนักการทูตติดต่อกันก็โดยการขี่อูฐ ขี่ม้า เป็นระยะหลายพันไมล์ ข้ามทะเลทรายและหมู่บ้านริมโอเอซิสในเอเชียกลาง หรือไม่ก็ใช้เส้นทางเรือติดต่อระหว่างอ่าวเบงกอล ผ่านช่องแคบมะลากาสู่ทะเลจีนใต้ เดี๋ยวนี้โลกกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะอำนาจทางเศรษฐกิจเริ่มจะย้ายมาเอเชีย สภาพภูมิศาสตร์ก็กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน และศูนย์กลางแห่งภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้คือพม่า นั่นเป็นเหตุผลให้ถั่นมินต์อูเขียนถึงประเทศที่พ่อแม่เขาเกิด

เขาเขียนในอรัมภบทว่า “ผมเกิดในนิวยอร์คซิตี้ ได้รับการศึกษาในอเมริกาและอังกฤษ แต่พ่อแม่เป็นพม่า ผมเองก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในพม่า เป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์พม่าเป็นเวลานานและมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางภูมิศาสตร์นี้ผ่านสายตาของคนพม่า พม่าไม่ใช่ประเทศเล็ก มีขนาดใหญ่กว่าฝรั่งเศส แต่ประชากรแค่ 60 ล้านคน เล็กจิ๋วนิดเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับประชากร 2500 ล้านคนของอินเดียและจีนรวมกัน ชายแดนตะวันออกติดจีน ตะวันตกติดอินเดีย พม่าอยู่ตรงกลางพอดิบพอดีระหว่างนิวเดลลีและบอมเบย์และเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง เป็นจุดเชื่อมที่ขาดหายไป มันดูเหมือนไม่ใช่ประเทศของศตวรรษที่ 21 สักเท่าไหร่ เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก กระทั่งปี 2011 ยังปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารอยู่เลย อนาคตจะเป็นอย่างไร เมื่ออินเดียและจีนขยับเข้ามาใกล้กันขนาดนี้” (หน้า 4-5)

หนังสือของ ถั่นมินต์อู เล่มนี้มี 3 ภาคใหญ่ๆ เริ่มจากภาคแรกเป็นเรื่องในประเทศพม่าเอง บทแรกชื่อเพราะมาก “ความฝันแห่งอิรวดี” เขาเล่าถึงตอนเจอญาติซึ่งเป็นนักธุรกิจในย่างกุ้งในมัณฑะเลย์ คุยกันถึงความเปลี่ยนแปลงในพม่า แน่นอนถึงบทบาทของจีนในพม่าปัจจุบัน จากนั้นในบทต่อๆไปเล่าถึงการเดินทางตามเส้นทางที่เรียกว่าถนนสายพม่า (Burma Road) ขึ้นไปจนถึงชายแดนจีน ถั่นมินต์อู เล่าหลายอย่างที่เขาพบบนเส้นทางตลอดการเดินทางของเขา ที่สำคัญคือเขาเล่าประวัติศาสตร์ เช่นตอนถึงเมเมียว เขาเล่าว่า “ใกล้ๆที่ผมกำลังเดินอยู่นี่ เป็นที่ซึ่งนายทหารอังกฤษชื่อพันเอกเฮนรี่ มอร์เฮด ถูกฆาตรกรรมอย่างลึกลับในปี 1931 ในปีนั้นเขารับราชการในพม่าเป็นหัวหน้านักสำรวจของอินเดีย วันหนึ่งขณะที่เป็นวันหยุดในเมเมียว เขาออกมาขี่ลาเล่นตอนเช้า หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เจ้าลาตัวนั้นหันหลังกลับโดยไม่มีคนขี่ แต่ตัวมันเปื้อนเลือดเต็มไปหมด พวกทหารทั้งกองพันออกตามหากันจ้าระหวั่นสุดท้ายก็เจอศพของเขาพร้อมด้วยแผลกระสุนสองนัด มีผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งชื่อ ดาคอต แต่การฆาตรกรรมนั้นก็ยังไม่คลี่คลายจนปัจจุบัน นวนิยายของเจฟฟี่ อาร์เชอร์ เรื่องเส้นทางสายเกียรติยศ มีพันเอกมอร์เฮดเป็นตัวละครด้วย เขาถูกฆาตรกรรมในบทสุดท้าย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรมแบบปริศนา หากแต่โดยฝีมือชู้รักชาวปากีสถานของเมียเขาเอง” (หน้า 57) เรื่องเล่าแบบนี้บางทีก็ไม่บอกอะไรมากนักหรือดูไม่เกี่ยวอะไรกับท้องเรื่องหลักของหนังสือเลย แต่ก็ให้อรรถรสในการอ่านอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่งอ่านระหว่างเดินทางจะรู้สึกเหมือนมีเพื่อนนักประวัติศาสตร์คอยเป็นมัคคุเทศก์ให้ตลอดเวลา

ภาคสองของหนังสือพูดถึงดินแดนป่าเถื่อนแห่งตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ใช้ชื่อบทต่างๆที่แปลหรือล้อเอามาจากภาษาจีน เช่นบทที่ว่าด้วยเมฆาแห่งแดนใต้ ก็คือหยูนหนานนั่นเอง (หน้า 141) ในภาคนี้พูดถึงจีนค่อนข้างจะลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กับพม่าทั้งแบบโบราณและร่วมสมัย ในภาคนี้ประกอบไปด้วยเรื่องของหยูนหนาน ต้าหลี่ ลี่เจียง กลุ่มชาติพันธุ์หลายเผ่าในดินแดนแถบนี้ ไท ไป๋ นาซี ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าใครก็ตามที่เขียนถึงพื้นที่บริเวณนี้จะต้องพูดถึง สวรรค์ในนิยาย แชงกรี-ล่า

ทุกวันนี้คนยังเถียงกันไม่จบว่า แท้จริงแล้ว แชงกรี-ลา อยู่ที่ไหนกันแน่ สถานที่ท่องเที่ยวในจีนหลายแห่งก็อ้างว่าตัวเองคือ สวรรค์ในนิยายแห่งนั้น แต่แชงกรี-ลา ตามที่ถั่นมินต์อูเล่านั้นคือแถวๆลี่เจียงและในทางวัฒนธรรมแล้วหมายถึงชนเผ่านาซี ซึ่งเดิมชนเผ่านี้ไม่เป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกมากนักกระทั่งต้นศวรรษที่ 19 เมื่อนักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน โจเซฟ ร๊อค และแพทย์ชาวรัสเซีย ปีเตอร์ กูลลาร์ต เดินทางไปแถวๆชายแดนพม่าและจีนเพื่อแสวงหาสมุนไพรมาทำยา พวกเขาไปเจอลี่เจียงและอาณาจักรเล็กๆของพวกมู่ลี่ โชหนี่ ในปี 1933 ร๊อคให้สัมภาษณ์เรื่องราวของชนเผ่านาซีกับนิวยอร์คไทม์ว่า ชนเผ่านาซีเป็นชนเผ่าพิเศษหายากมากที่หลงเหลืออยู่ในโลกนี้ ร๊อคเขียนบทความลง เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนนิยาย เจมส์ ฮิลตัน เขียนเรื่อง Lost Horizon เพื่อเล่าถึงเมืองในฝันแซงกรี-ลาในแบบของเขา

ถั่นมินต์อู ไม่ได้ถกเถียงอะไรเกี่ยวกับแชงกรี-ลาเพียงแต่พาดพิงถึงเรื่องนี้ตอนที่เขาไปลี่เจียงเพื่อจะเล่าเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ในหยูนหนานเป็นสำคัญ เขาบอกว่า วัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะโดดเด่นของหลายชนเผ่ากลายเป็นจุดขายสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวให้กับหยูนหนาน (อันนี้จริงที่คุนหมิงมีศูนย์วัฒนธรรมชนเผ่าใหญ่มากเดินทั้งวันยังไม่ทั่วจัดแสดงทุกชนเผ่าไว้ที่นั่น)

ภาคที่สาม ถั่นมินต์อู เขียนถึงอินเดีย ใช้ชื่อว่า ขอบแห่งฮินดูสถาน พูดถึงนโยบายมองตะวันออกของอินเดีย เริ่มเรื่องด้วยประวัติศาสตร์ร่วมสมัยเมื่อ บัณฑิต เนรูห์ เดินทางไปเยือนจีนสมัยเจียงไคเซ๊คในปี 1938 ที่น่าสนใจคือเขาบอกว่าอินเดียนับตั้งแต่สมัยเนรูห์ไม่ได้มองว่าจีนเป็นศัตรูคู่แข่งหากแต่เป็นมิตรประเทศและเป็นหุ้นส่วนในยุคหลังอาณานิคมของเอเชีย เขาต้องการให้ทั้งอินเดียและจีนมีบทบาทสำคัญในโลกของประเทศกำลังพัฒนา แต่ผู้นำจีนอาจจะมองอินเดียแตกต่างไปจากนั้นสักหน่อย เมื่อกองทัพประชาชนจีนบุกธิเบตแล้วตะลุยไปจนถึงประตูบ้านของอินเดียจนเกิดการบาดหมางกับอินเดียเรื่องเขตแดนในช่วงทศวรรษ 1950 แต่อันที่จริงเหตุผลหลักก็เนื่องจากอินเดียให้การต้อนรับทะไลลามะที่หนีจากธิเบตหลังจากกองทัพฮั่นโจมตีมากกว่า และสงครามระหว่างอินเดีย-จีนในปี 1962 ที่แคว้นอัสสัมทำให้ความฝันของเนรูห์ที่จะแสวงหามิตรภาพและความร่วมมือกับจีนล้มเหลว (หน้า 226) ทั้งสองยักษ์แห่งเอเชียมาเริ่มปรับปรุงความสัมพันธ์กับในช่วงทศวรรษ 1980 นี่เอง เมื่อนายกรัฐมนตรี ราจีพ คานธี หลานชายบัณฑิต เนรูห์เดินทางไปเยือนจีนและได้พบกับผู้นำอาวุโสของจีนในเวลานั้นคือเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้ซึ่งบอกกับเขาว่า “ยุคของเอเชียจะมาถึงได้ในศตวรรษหน้าก็ต่อเมื่อจีนและอินเดียกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น” (หน้า 230) หลังจากนั้นการเยือนกันไปมาระหว่างผู้นำของสองประเทศก็เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า บอกกับนายกรัฐมนตรีมันโมฮาน ซิงห์ว่า จีนและอินเดียจะเป็นผู้ร่วมมือกันกำหนดระเบียบโลกใหม่ ในแง่นี้ดูเหมือนเงาแห่งความฝันของเนรูห์จะฉายแววขึ้นมาอีกครั้ง

แน่นอนทีเดียวในภาคนี้ ถั่นมินต์อู พูดถึงอินเดียในหลายแง่มุมพร้อมด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์และมุมมองของเขาเองทำให้หนังสืออ่านสนุก ตัวอย่างเขาพูดถึง ตลาดข่าน ในกรุงนิวเดลลี ที่ใครๆต่างก็ไปซ๊อปปิ้งกันที่นั่น ความจริงตลาดข่านก็เหมือนย่านการค้าในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายนั่นแหละ ตึกเก่าๆหลังหนึ่งที่มีถนนรอบทั้งสี่ด้านในนั้นก็มีร้านค้าหลายร้านแออัดยัดเยียดกันอยู่ทั้งชั้นบนชั้นล่าง แต่ละร้านขายของต่างๆกัน ตั้งแต่หนังสือไปจนถึงเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ งานหัตถกรรมทั้งแบบงานไม้ งานโลหะ แต่เชื่อหรือไม่ ถั่นมินต์อู บอกว่าของที่นี่แพงติดอันดับ 24 ของโลก อยู่ในบัญชีเดียวกับย่าน ฟิฟอเวนิว (Fifth Avenue) ในนิวยอร์คโน่นเลยทีเดียว

ในส่วนที่สามของหนังสือนี้เปิดให้เห็นถึงรากเหง้าความสัมพันธ์ของอินเดียและพม่า รวมไปจนถึงอิทธิพลของอินเดียที่มีอยู่ในวัฒนธรรมพม่า ประเทศพม่าเคยเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียโบราณ และอังกฤษปกครองพม่านั้นไม่ได้ปกครองในฐานะที่เป็นอาณานิคมหนึ่งหากแต่ปกครองแบบที่เป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย อังกฤษมาแยกการปกครองพม่าออกจากอินเดียเมื่อปี 1937 ให้พม่ามีรัฐบาลแบบกึ่งเลือกตั้งเป็นของตัวเอง หลังจากนั้นคนอินเดียเริ่มยุติการอพยพไปมาระหว่างพม่าและอินเดีย แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนเชื้อสายอินเดียอาศัยอยู่ในพม่าเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งถูกไล่กลับในยุคชาตินิยมจัดสมัยนายพลเนวินเมื่อทศวรรษ 1960 ทุกวันนี้คนอินเดียจำนวนไม่น้อยยังเข็ดขยาดเมื่อพูดถึงการทำธุรกิจลงทุนหรือการค้าในพม่า

อ่านหนังสือของถั่นมินต์อูเล่มนี้เหมือนดูหนังดูละครที่สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงซึ่งมีบทส่งท้ายตอนจบที่จะบอกว่า ต่อจากนั้นแล้วตัวละครแต่ละคนไปไหนและทำอะไรกันอยู่ เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้มีตัวละครเป็นตัวเป็นตน หากแต่เป็นประเทศพม่า เขาพูดถึงประเทศพม่าว่ากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในปัจจุบันหลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2010 เมื่อนายพลนอกราชการเต็งเส่งได้เป็นประธานาธิบดีและเริ่มการปฏิรูปประเทศทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

เป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะทำนายอนาคตประเทศพม่า ที่ปัจจุบันตกอยู่ในระหว่างการสัปยุทธ์ของมหาอำนาจ มีความเป็นไปได้หลายทาง ในทางหนึ่งนั้น ถ้าการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตกยังอยู่ต่อไปและพม่าไม่สนใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศสู่ประชาธิปไตยแบบตะวันตก พม่าก็จะกลายเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่เข้าไม่ถึงตลาดตะวันตก แต่จะกลายเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ให้จีน ประโยชน์ของจีนอาจจะมีมากในระยะสั้น แต่ในระยะยาวคนพม่าจะต่อต้านจีนอีก ผลประโยชน์ร่วมของสองชาติจะหมดไป ในเวลาเดียวกันอิทธิพลจีนเหนือพม่าก็จะกลายเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้อินเดียและประเทศอื่นในภูมิภาคหาทางเข้ามาแข่งขัน ความขัดแย้งในพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ด้านเหนือของพม่า ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข และหากสัญญาสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆเกิดพังทะลายลง วงจรความรุนแรงแบบเก่าๆก็จะกลับมาอีก หยูนหนานของจีนก็หนีไม่พ้นจะต้องได้รับผลกระทบ นั่นก็คือการคงอยู่ของปัญหาข้ามแดนสารพัดอย่าง ตั้งแต่การค้าอาวุธเถื่อนไปจนถึงการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย

ในอีกทางหนึ่ง อนาคตพม่าอาจจะสดใส ถ้าหากว่ามีการปฏิรูปประเทศแล้วเกิดผลสำเร็จ ประเทศตะวันตกก็จะยกเลิกการคว่ำบาตร การพัฒนาได้ดุลยภาพ การทำลายสิ่งแวดล้อมลดลง ความพยายามลดทอนความยากจนได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากชุมชนนานาชาติ มีชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น วางพื้นฐานประชาธิปไตยได้มั่นคงยิ่งขึ้น (ถ้าถั่นมินต์อู ได้ศึกษาเรื่องประเทศไทยบ้าง บางทีเขาอาจจะไม่เขียนสองวลีหลังนี้ก็ได้) สัญญาสันติภาพสามารถสร้างสันติภาพถาวรได้จริง ความคับแค้นใจทั้งหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการปลดปล่อย สันติภาพก็จะมาเยือนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียด้วยเช่นกัน

ในพม่า ที่ซึ่งจีนมาพบกับอินเดียเป็นสถานที่ซึ่งวัฒนธรรมที่เอกลักษณ์เฉพาะตัวจะได้มาเจอกันและที่นี่เป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของโลกเอเชีย

This entry was posted in book review and tagged , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s