ช้าๆหน่อยที่นี่มาดากัสการ์นะ/ Madagascar, the Country of Mura Mura! (2)

ตอนที่ 2  โอ้โห้! พระราชวัง  ( Oh lala! Rova)
600px-Independence_Avenue_001

เรื่องโดย สุทธิดา มะลิแก้ว

ถ้าจะถามว่าย่านใจกลางเมืองของ อันตานานาริโว  หรือ ตานา  เมืองหลวงของมาดากัสการ์อยู่ตรงไหน ก็เห็นจะตอบได้ว่าน่าจะอยู่ที่ถนน  Independence  หรือ Avenue de l’Indépendance   ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญและมีสัญลักษณ์หรือหมุดหมาย (Landmark)  หลักคือสถานีรถไฟซูราโน  (Soarano Train Station)  สถานีรถไฟหลักที่เปรียบเสมือนกับหัวลำโพงของบ้านเรา แต่ว่ายังก่อนวันนี้เรายังไม่มาเดินแถวนี้กันนะ แค่ขับรถผ่านเฉยๆ เพราะเรากำลังจะออกนอกเมืองกัน เรากำลังจะไปชมพระราชวังกันก่อน ส่วนในเมืองเอาไว้ค่อยมาสำรวจกันอีกที อดใจรอกันอีกนิด

สงสัยกันใช่มั้ยว่า  มาดากัสการ์ มีวังด้วยหรือ ใช่แล้วแต่นี่คือเรื่องราวในทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของมาดากัสการ์  ที่มีการปกครองโดยระบบกษัตริย์มาเช่นกันโดย ผู้ปกครองคนสุดท้ายคือ พระราชินีรานาวาโลนา ที่ 3  ( Queen Ranavalona III) ก่อนที่จะต้องลี้ภัยจากการเข้ายึดครองของฝรั่งเศสออกนอกประเทศไปเมื่อปี คศ. 1897  โดยไปอยู่ที่ประเทศอัลจีเรียจนกระทั่งเสียชีวิตไปในปี 1917  ว่ากันว่าพระราชินีที่มีสีสันมากที่สุดของมาดากัสการ์คือ พระราชินีรานาวาโลนา ที่ 1 (Ranavalona  I)
พระนางมีวีรกรรมที่จะให้พูดถึงได้มากกมาย ว่ากัน ว่า  บรรพบุรุษ หรือต้นตระกูลของพระนางมาจากอินโดนีเซียก็เหมือนชาวมาดากัสการ์ทั่วไป ก่อนยุคอาณานิคมที่แม้ว่าเกาะนี้จะอยู่ใกล้อัฟริกา สืบสายทางชาติพันธุ์แล้วจะมาจากอินโดนีเซีย ตรงนี้นักมานุษยวิทยอาจหาหลักฐานได้ เพราะ ชาวมาดากัสการ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีรูปร่างลักษณะไปทางอัฟริกันแล้วก็จะมีลักษระทางกายภาพที่เป็นมาลาโย โพลีเนเซียนเหมือนๆกับชาวอินโอนีเซีย และภาษามาลากาซี่ ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองของมาดากัสการ์ก่อนที่จะถุกฝรั่งเศสครอบงำ ไม่มากก็น้อยเหมือนกับภาษาอินโดนีเซียและ หลายๆคำก็ยังมีอยู่

ว่ากันต่อถึงเรื่องของพระราชินีรานาวาโลนาที่ 1  (c. 1788–1861) ครองราชย์ตั้งปี 1828  จนถึงราวะสุดท้ายของชีวิตนับเป็นเวลาถึง  33 ปี   มีคนเขียนถึงประวัติของพระนางแบบเป็นข่าวลือต่างๆนานาถึงความโหดร้ายหรือเผด็จการของพระนาง เช่น ในยามที่แอบเอาหนุ่มๆเข้ามาเป็นชู้รัก เสร็จแล้วก็ตัดลูกกระเดือดทิ้งเพื่อป้องกันความลับรั่วไหล หรือ จับนักบวชหนุ่มไปเผาทั้งเป็นพร้องกับภรรยาที่กำลังท้อง บางคนเรียกพระราชินีองค์นี้ว่า  Queen of Terror  หรือ Queen of Madness  แต่เมื่ออ่านประวัติในภาพรวมก็เข้าใจได้ว่า ภาพของพระนางย่อมออกมาไม่ดีแน่นอนในเมื่อคนเขียนหนังสือส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งคงไม่พอใจพระนางมากนัก เพราในอีกมุมหนึ่งพระนางได้รับการบันทึกเอาไว้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำอัฟริกาน้อยคนที่สามารถต้านทานกับอำนาจของชาวยุโรปในยุคล่าอาณานิคมได้ ชาวยุโรปในที่นี้หมายถึงอังกฤษ ( ซึ่งในขณะนั้นตามประวัติศาสตร์คือชาว เวลส์)และฝรั่งเศสกำลังบุกเข้ามาขยายอิทธิพลในทวีปนี้  แต่พระนางสามารถรับมือเอาไว้ได้ ว่าไปประเทศที่ต้องตกอยู่ภาวะเช่นนี้ แลดูในการกระทำแล้วคล้ายเป็นผู้ร้ายในสายตามผู้ล่าอาณานิคมเพราะปราบปรามได้ยาก และคิดว่าสถานการณ์ที่ต้องปกป้องประเทศ  อาจคล้ายกับไทยในรัชสมัยของพรบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ที่ฝรั่งเศสก็จะยึดตรงนั้น อังกฤษก็จะเอาตรงนี้ซึ่งต้องใช้กุศโลบายมากมายที่จะทำให้ไม่ต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติที่เข้ามารุกราน

วีรกรรมสำคัญๆ ของพระนางคือ การต่อต้านการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ของชาวยุโรป ( อันนี้อาจมีส่วนที่ทำให้ชาวยุโรปมองว่าพระนางนั้นเหี้ยมโหด โดยมีบันทึกเรื่องการฆ่านักบวชชาวคริสต์)  การฉีกสัญญาข้อตกลงการค้าทาสกับอังกฤษซึ่งเซ็นเอาไว้ตั้งแต่ 1817  แล้วมาจัดการค้าทาสเสียเอง มีข่าวลือว่า ชู้รักคนสำคัญของพระนางคือ  Jean Laborde  เป็นนักผจญภัยและวิศวกร ผู้ที่เข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างความทันสมัยในหลายๆด้านให้แก่มาดากัสการ์ อาทิ   ปืนใหญ่ ปืน การทำแก้ว เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา สบู่ ผ้าไหม น้ำตาล แต่ในส่วนที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้คือฝรั่งเศส โดยพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ได้ถือว่า  Jean Laborde  เป็นกงสุลคนแรกของฝรั่งเศสประจำมาดากัสการ์  ปัจจุบันสถานที่ Jean Laborde  เคยอยู่และหลุมฝังศพของนั้นก็คงอยู่ที่เมืองมันตาซู (  Mantasoa)   เมืองเล็กๆท่ามกลางสวนสนซึ่งอยู่ห่างจากกรุงตานาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 45  กิโลเมตร ทุกวันเป็นเมืองที่เป็นทีพักตากอากาศของคนท้องถิ่น เนื่องจากมีทะเลสาบที่สวยงาม

เป็นที่น่าเสียดายว่าเกิดไฟไหม้ พระราชวังหรือที่ เรียกว่า วังแห่งอันตานานาริโว ( Rova d’Antananarivo)  เกิดไฟไหม้ขึ้นไปปี  1995   ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะมีสิ่งใดหลงเหลืออยู่บ้างและเราก็ไม่ได้ไปเยี่ยมชม   แต่เราไปชมอีกแห่งนึ่ง  ว่าแล้วก็ไปชมกัน เราขับรถออกนอกเมือง  เส้นทางทิวทัศน์ธรรมชาติดูสวยงาม ระหว่างทางกันไปด้วย

(
ประตูทางเข้าพระราชวังที่มีธงติดอยู่ ภาพพระราชวังที่มีลักษณะโปร่งๆ ร่มรื่น และเรียบง่าย)

ก่อนที่จะได้ไปชมสถานที่ที่เรียกว่าเป็นวังนั้น  เราคงจะคาดหวังว่าจะได้เห็นตึกเก่าๆ ใหญ่ๆสถาปัตยกรรมยุโรปในยุคโบราญ อะไรทำนองนี้ คิดว่าจะได้เห็นอะไรที่จะทำให้เราร้องว่า  โอ้ โห้   แต่มาถึงที่นี่ก็ค่อนข้างประหลาดใจที่ว่า พระราชวังนี้ ดูเรียบง่าย หรือภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า  simple  มาก เทียบกับจวนเก่าของผู้ว่าราชการจังหวัดของไทยได้กระมัง แต่แล้วก็เข้าใจได้ว่าทำไมถึงเรียบง่าย ไม่ใช่สถาปัตกรรมแบบยุโรป

ที่นี่คือพระราชวังเก่าดั้งเดิมชื่อว่า Rova d’ Ambohimanga (อัมบูฮิมั้งก์) หรือ Palace of Ambohimanga ตั้งอยู่ที่ทิศเหนือห่างจาก Tana ไป 20 กม  ซึ่งคำว่า  Ambohimanga   สามารถแปลได้ว่า เนินเขาสีน้ำเงิน หรือเนินเขาศักดิ์สิทธิ์  ในทางประวัติศาสตร์พระราชวังนี้ได้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 1700 มาดาก้สการ์ยังมีกษัตริย์ปกตรองอยู่ในลักษณะของผู้นำแต่ละชนเผ่าอยู่ จนกระทั่งปี 1787  1787 The Great King Andrianampoinimerina (อันเดรียนามปุยนิเมรีน่า ) ได้รบชนะรวบรวมผู้นำกษัตริย์ต่างๆ ได้รบชนะเหนือทุกเผ่าและรวบรวมทุกเผ่าให้เป็นหนึ่งเดียว  (unification)  แล้วได้ตั้ง Ambonimanga เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรมาดากัสการ์

แม้ต่อมากษัตริย์หรือพระราชินีผู้ครองเมืองจะพำนักที่ อันตานานาริโว แต่ก็ยังกลับไปพักผ่อนช่วงสั้นๆที่นี่ Ambohimanga อันเป็นสถานที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของ Merina Dynasty และ เป็นสถานที่ฝังพระศพของบรรดากษัตริย์ ราชินี ผู้ครองเมืองทุกพระองค์ จึงได้มีการห้ามคนต่างชาติเข้าไปในวังนี้  ต่อมาในปี ค.ศ. 1897 นายพล Gallienie ของฝรั่งเศสสั่งให้ขุดพระศพกษัตริย์ทั้งหมดออกจากที่นี่ขนย้ายลงไปฝังเก็บที่ Rova d’ Antananarivo  ซึ่งการสั่งให้กระทำการดังกล่าวนี้ก็เพื่อตัดขาด ยกเลิกไม่ให้ชาวมาลากาซี่เข้าไปเคารพบูชาศพกษัตริย์ของพวกเขาได้อีกต่อไป และต้องการตัดความผูกพันของผู้คนที่มีต่อต่อกษัตริย์

พระราชวัง Ambohimanga ได้รับประกาศเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO) ในปี คศ.  2001 จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งใน ตานา


(
ทางเข้าออกชุมชน และร้านค้าด้านหน้าชุมชนที่อยู่บริเวณที่จะไปเที่ยวชมวัง)

 

วันนี้ highlight  หรือสิ่งที่สะดุดใจในการท่องเที่ยวของเราในวันนี้กลับไม่ใช่วัง แต่เป็นสิ่งที่เราเข้าไปพบโดยไม่ได้คาดหวังมาก่อนที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจ  เนื่องจากที่นั่นมีชุมชนเล็กๆซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ที่นี่มานานสิ่งที่เราได้เห็นคือมีลานอยู่ที่หน้าประตูก่อนเข้าวัง มีชายหญิงแต่งตัวด้วยชุดขาวมีสายสะพายสีแดงมายีนทำพิธีบางอย่างอยู่ ฉันชอบอะไรทำนองนี้ หมายถึงชอบเวลาที่ได้เห็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและผู้คน และ ณ ที่นั้นก็ไม่ได้มีแค่คนแต่มีวัวยืนอยู่ตัวหนึ่งเป็นวัวที่ฉันเห็นว่ามีลักษณะดีและสวยงามมาก ในใจฉันก็คิดว่าวัวตัวนี้คงถูกนำมาใช้ประกอบสำหรับพิธีกรรมแน่ๆ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้แบบไหน

สอบถามผู้คนตรงนั้นบอกว่าพวกเขากำลังทำพิธีบูชาบรรพบุรุษของชมชนกันอยู่ เรายืนดูการประกอบพิธีกรรมกันสักครู่ก็ออกไปชมพระราชวังกัน  และเมื่อเดินกลับออกมาจากพระราชวังเห็นว่ากลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังปลุกปล้ำจัดการล้มวัวตัวนั้นอยู่ โอ… สัพเพ สัตตา ฉันนึกในใจ และแล้วชีวิตวัวที่หน้าตาดีตัวนั้นก็จบสิ้นลง โดยเลือดของวัวจะถูกนำไปวางไว้ตามจุดต่างๆสี่มุมเมือง ส่วนเนื้อวัวก็ถูกนำไปแจกจ่ายให้แก่คนในชุมชนได้แบ่งกันกิน นี่จึงเป็นเรื่องโอ้โห มากกว่าการที่ได้เป็นชมวัง

(ผู้คนและวัวที่มาร่วมในพิธีกรรมบูชาบรรพบุรุษ)

หลังจากแผ่สวนกุศลให้น้องวัวไปแล้ว  ไม่นะ ไม่เศร้าขนาดนั้น หลังจากออกจากที่นั่นเราก็ขับรถชมทิวทัศน์อีกแห่งขึ้นไปชมวิวจากมุมสูงลงมาในเอง พบว่าที่นี่มันน่าตื่นตาตื่นใจจริง แล้วก็ถึงเวลาอาหารกลางวันอันโอชะของเราเสียที และชีวิตส่วนใหญ่ของวันก็ใช้ไปกับการชื่นชมทิวทัศน์ของเมืองและสำราญกับการกินดื่มอีกหนึ่งวัน แต่ให้ทายว่าวันนี้ฉันได้กินอาหารที่มีเนื้อวัวเป็นส่วนประกอบมั้ย🙂


(เนินเขาใกล้ๆกับวังที่มองเห็นทิวทัศน์ด้านล่างเป็นมุมกว้าง หันไปมองได้ทุกทิศทาง)

โปรดติดตาม ตอนต่อไป   ตอนที่3   : มุ่งหน้าไปตามหาแกรนด์ แคนยอน / Pursuing Great Grand Canyon

This entry was posted in lifestyle and tagged , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s