สายน้ำแห่งรอยเท้าที่หายไป

ftr10101210040190

Book Review โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

ค่ำคืนหนึ่ง ณ บ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ ไม่ไกลจากถนนข้าวสารย่านฝรั่งซำเหมาแบคแพกเกอร์ สามสิบสหายแห่งพม่าได้กรีดนิ้วมือของพวกเขา เอาเลือดมาดื่มสาบานว่าจะซื่อสัตย์ภักดีต่อกัน (ร่วมชะตากรรมเพื่อกู้ชาติให้เป็นเอกราชจากจักวรรดินิยมอังกฤษ) มันเป็นการรื้อฟื้นจิตวิญญานของขุนศึกอมาตย์แห่งพม่าที่เคยดับสูญไปแล้วให้กลับคืนมามีชีวิตอีกครั้ง (หน้า 230)

สามสิบสหายผู้ร่วมก่อตั้งกองทัพปลดแอกพม่าบัดนี้ล้มหายตายจากไปกันจนหมดแล้ว แต่มรดกที่พวกเขาทิ้งเอาไว้จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามคือระบอบทหารที่ยิ่งใหญ่ที่ปกครองประเทศเพี่อนบ้านด้านตะวันตกของไทยให้อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารมาอย่างยาวนาน มีระยะเวลาสั้นๆหลังจากได้เอกราชจากอังกฤษในปี 1948 แล้วที่อาจจะเรียกได้ว่า พม่าได้ทดลองใช้ระบอบประชาธิปไตย ก็คือสมัยที่มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งชื่อ อูนุ เท่านั้น จนอดฉุกคิดไม่ได้ว่า ระบอบใหม่ประชาธิปไตยครึ่งใบของเต็ง เส่ง จะมีอายุยืนยาวอยู่สักเท่าใด

ถั่นมินต์อู หลานชายอดีตเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติอูถั่นเสนอเอาไว้ในหนังสือ The River of Lost Footsteps (New York: Farrar Straus and Giroux, 2006) ของเขาว่า ถ้าจะดูพม่าอย่างเข้าใจต้องดูลึกเข้าไปในประวัติศาสตร์ให้ยาวนานพอสมควร เพื่อให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพัฒนาของการเป็นรัฐสมัยใหม่ของพม่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ถั่นมินต์อู เป็นนักประวัติศาสตร์ จึงใช้วิธีทางประวัติศาสตร์เพื่อวิเคราะห์พม่า ซึ่งความจริงก็เป็นประเทศแม่ของเขาเอง

เขาเริ่มต้นจากตอนสิ้นสุดราชอาณาจักรพม่าไล่มาถึงยุคอาณานิคมอังกฤษปกครอง การก่อตัวขึ้นของขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษเพื่อปลอดปล่อยพม่า ยุคเอกราชและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งสั้นๆของอูนุ การยึดอำนาจของเนวินและการก่อตัวของรัฐทหาร ส่งท้ายด้วยการประท้วงของขบวนการผ้ากาสาวพัสตร์ (การลุกฮือของผู้ครองจีวรหรือการปฏิวัติชายจีวรแล้วแต่จะชอบเรียกว่าอะไร) ก่อนจะทำนายว่า การประท้วงบนท้องถนนไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในพม่าได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้เสียเลยทีเดียวก็ตาม สิ่งที่พอจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในพม่าได้มี2 อย่างคือ การยึดอำนาจของนายทหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตและอีกทางหนึ่งคือเกิดการเปลี่ยนแปลงในองคาพยพของกองทัพโดยทั้งมวล ซึ่งนั่นอาจจะต้องผสมกับการประท้วงตามท้องถนนแล้วเปิดโอกาสให้อองซานซูจีนำพาประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตย หนทางที่สองก็ดูจะเป็นไปได้ยากมากในสถานการณ์ปัจจุบัน (หน้า 351)

พม่าดูช่างเป็นประเทศที่สิ้นหวังเหลือเกิน ถ้าเรามองพม่าแต่เพียงมิติทางการเมืองแคบๆแบบนี้ ถั่นมินต์อูบอกว่า บทสรุปมันก็คงจะต้องออกมาแบบนั้นแหละ บรรดาคนที่มองพม่าในมิติเดียวมักจะมีข้อสรุปในทำนองที่ต้องประนามรัฐบาลทหารพม่าและออกมาตรการคว่ำบาตรเพื่อบังคับให้พม่าเปลี่ยนแปลง แต่ถั่น มินต์ อู บอกว่า ถ้าเรามองพม่าในภาพที่กว้างขึ้น เหมือนอย่างที่หนังสือของเขาพยายามจะทำ บางที่จะได้เห็นพม่าในรูปแบบที่แตกต่างออกไปบ้าง ซึ่งอาจจะทำให้คนทั่วไปกำหนดท่าทีต่อพม่าใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้นก็เป็นได้ การเริ่มต้นเป็นรัฐสมัยใหม่ของพม่าหลังจากได้เอกราชจากอังกฤษไม่ได้เป็นการเริ่มต้นที่สวยงามอะไรเลย (หน้า 256)

พม่าเข้าสู่ความเป็นเอกราชด้วยผู้นำสารพัดแบบและนี่ถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นมากของพม่า ในบรรดาผู้นำการการต่อสู้ในพม่ามีตั้งแต่พวกชาตินิยม พวกชนกลุ่มน้อยที่ต้องการรัฐเอกราชเป็นของตัวเองไปจนถึงพวกชาตินิยมที่ในที่สุดกลายเป็นพวกต่อสู้ในแนวทางคอมมิวนิสต์ พวกเขาต่อสู้ห้ำหั่นกันตลอดเวลา

ในวันที่พม่าทำพิธีประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 1948 ในเวลาตี 4.20 นั้นประเทศพม่าเข้าสู่สงครามการเมืองแห่งการสู้รบของกลุ่มต่างๆไปแล้ว ทั้งระหว่างพม่าด้วยกันที่แย่งอำนาจในเมืองหลวง และบรรดากลุ่มชาติพันธุ์ ถั่นมินต์อู บรรยายฉากนี้เอาไว้ว่า …… “สองสามชั่วโมงหลังจากนั้น (หลังจากประกาศเอกราช) เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มจับท่าเรือริมฝั่งแม่น้ำ ทหารกองร้อยสุดท้ายตั้งแถวรอเรืออังกฤษ HMS Birmingham เข้าเทียบท่า ดนตรีบรรเลงเพลงโอแลงไซน์ เซอร์เฮอร์เบิร์ต (ข้าหลวงคนสุดท้าย) พร้อมด้วยภรรยาและองค์รักษ์ (ช่างเหมือนกับพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าเมื่อ 62 ปีก่อนเสียนี่กระไร) พากันเดินไต่สะพานแคบๆลงสู่เรือแล่นออกไปแล้วไม่หวนกลับมาอีกเลย พม่าเป็นเอกราชแล้ว และประเทศนี้ก็เข้าสู่สงครามการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว”…. (หน้า 258)

สงครามการเมืองในพม่าน่าจะเป็นความขัดแย้งและการห้ำหั่นกันด้วยอาวุธที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกเท่าที่ปรากฎอยู่ในเวลานี้ และความขัดแย้งทั้งหลายแหล่ในสงครามนี่นั่นแหละที่เป็นแกนกลางทางการเมืองของพม่าตั้งแต่ได้เอกราช ทหารพม่าต่อสู้เพื่อจะอยู่ในศูนย์กลางอำนาจของประเทศ ก็โดยอาศัยข้ออ้างและแรงบันดาลใจมาจากสงครามกลางเมืองนี่เอง

เข้าใจว่าแรกทีเดียว ถั่นมินต์อู อาจจะตั้งใจจะเขียนประวัติศาสตร์ส่วนตัวของคุณตาของเขาคือ อูถั่น มากกว่าจะเขียนประวัติศาสตร์พม่าโดยตรง แต่ในฐานะนักประวัติศาสตร์คงไม่สามารถเขียนอะไรที่แคบๆแค่นั้นได้ อีกอย่างอูถั่นก็เป็นคนในประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงของพม่าในช่วงหนึ่งด้วย ก่อนจะเป็นเลขาธิการสหประชาชาติเขาเป็นที่ปรึกษาให้กับนายกรัฐมนตรีอูนุ การจะพูดถึงแต่ อูถั่น โดยไม่พูดถึงคนอื่นที่เขาเกี่ยวข้องด้วยคงไม่ได้ แต่ทำไปทำมาเรื่องของอูถั่นเองในหนังสือเล่มนี้มีไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องของ อูนุ อองซาน และเนวิน

เขาเขียนถึงอองซานซูจีอยู่บ้างแต่ไม่มากนักทั้งๆที่เขาสองคนรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ครอบของอูถั่นกับครอบครัวของอองซานก็ไปมาหาสู่กันอยู่ไม่น้อย ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ของถั่นมินต์อู คือเขาสามารถคืนชีวิตให้กับคนในประวัติศาสตร์พม่าได้อย่างน่าทึ่ง การเขียนถึงคนในประวัติศาสตร์เป็นงานไม่ง่ายนัก นักประวัติศาสตร์อย่างที่เราคุ้นเคยในประเทศไทยเขียนถึงคนในประวัติศาสตร์ได้แค่สองแบบคือ ถ้าไม่เป็นเทวดาก็เป็นปีศาจไปเลย แต่ ถั่นมินต์อู ทำให้เราเห็นภาพของคนในประวัติศาสตร์พม่าเหล่านี้อย่างที่เขาก็เป็นมนุษย์เดินดินธรรมดาๆคนหนึ่งคือ มีผิดถูกรักโลภโกรธหลง นายกรัฐมนตรีอูนุของพม่าที่ใครต่อใครว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นจริงๆแล้วเป็นนักรักที่แสนจะโรแมนติก พร่ำเพ้อรำพันถึงสาวที่เจอกันในงานเลี้ยงแทบจะขาดใจตายเสียให้ได้ สู้เที่ยวตามหาราวกับเจ้าชายตามหาซินเดอเรลล่า โดยที่ไม่รู้จักชื่อเลยด้วยซ้ำว่าเธอเป็นใคร อย่าว่าจะอยู่ที่ไหน ลูกเต้าเหล่าใคร แย่กว่าเจ้าชายเพราะซินเดอเรลล่าของ อูนุ ไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ให้เลย (หน้า 267)

สุดท้ายอูนุคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีชื่อก้องโลกของพม่าคนนี้เรียนจบมหาวิทยาลัยไปสมัครเป็นครูที่พันทานอว์ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านเกิดสักเท่าใด และที่นั่นเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนคือ อูถั่น เป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนนั้นเรียบร้อยแล้ว ที่นี่เรื่องรักๆใคร่ๆของ อูนุ ก็ยังไม่จบ เขาไปชอบลูกสาวเจ้าของโรงสีข้าวซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการโรงเรียนนั่นเอง พ่อของสาวไม่ชอบอูนุเท่าไหร่ (คงคิดว่าหมอนี่ไม่น่าจะได้เป็นนายกในอนาคตกระมัง) ก็เลยกีดกัน สุดท้ายอูนุก็ต้องเล่นวิวาห์เหาะพาสาวหนีเข้าย่างกุ้ง เขาลือกันจนเดี๋ยวนี้ว่าคนเจ้ากี้เจ้าการงานนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ครูใหญ่อูถั่นนั่นเอง(หน้า 268)

มีแง่มุมบางแง่มุมสำหรับอองซาน ที่คนทั่วไปที่บูชา อองซานซูจี หรือนับถือนายพลผู้เป็นบิดาแห่งการต่อสู้ปลดปล่อยพม่าคนนี้อาจจะไม่ชอบเท่าใดนัก ถั่นมินต์อูเขียนว่าอองซานเป็นคนมีแนวคิดทางการเมืองแบบพวกฟาสซิสต์ เขากวาดเอาความคิดพวกนี้มาจากญี่ปุ่น อองซานเคยเขียนเอาไว้ว่า “สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการปกครองโดยรัฐที่เข้มแข็ง เหมือนอย่างในเยอรมนีและญี่ปุ่น (ตอนนั้น) จะต้องมีชาติเดียว รัฐเดี่ยว พรรคเดียว ผู้นำเดี่ยว ไม่มีลัทธิปัจเจกชนนิยมที่งี่เง่าทั้งหลาย ทุกคนต้องเชื่อฟังรัฐซึ่งอยู่เหนือกว่าปัจเจกชนนิยมทั้งหลาย” จริงๆแล้ว อองซาน นิยมญี่ปุ่นไม่น้อย เขาพูดภาษาญี่ปุ่น นุ่งกิโมโน และ มีชื่อญี่ปุ่นด้วย (หน้า 229) ทัศนะทางการทหารของอองซานที่เป็นมรดกตกทอดมาถึงกองทัพพม่าจนปัจจุบันคือความเป็นเอกภาพ สโลแกนของทัพพม่าปัจจุบันคือ สายเลือดเป็นหนึ่งเดียวกัน พูดเป็นเสียงเดียวกัน และมีสายบังคับบัญชาอันเดียว (ta-pyi, ta-than, ta-meint) (หน้า 233)

ถั่นมินต์อู ให้ความสำคัญกับเนวินค่อนมากในหนังสือของเขา เพราะการปกครองของเนวินนั้นไม่เพียงทำให้พม่ากลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้เท่านั้น หากแต่กระทบกระเทือนชีวิตครอบครัวของเขาเองด้วย ความบ้าของเนวินนั้นแม้แต่วันที่อูถั่นอดีตเลขาธิการสหประชาชาติเสียชีวิต ก็แทบจะเอาศพกลับบ้านไม่ได้เพราะเนวินไม่ชอบอูถั่น ด้วยเขาเข้าใจว่าอูถั่นกับอูนุเคยวางแผนโค่นล้มอำนาจของเขา สุดท้ายงานศพอูถั่นที่ชาวพม่าแสนจะภูมิใจต้องจัดกันเองในหมู่ครอบครัวโดยคนที่เลื่อมใสศรัทธาเขา ท่ามกลางการประท้วงของนักศึกษาที่ต้องการให้เนวินจัดงานรัฐพิธีสำหรับงานศพบุคคลสำคัญเยี่ยงนี้ เมื่อการประท้วงรุนแรงจนมีคนตายสุดท้ายเนวินยอมประนีประนอมให้แค่ฝังศพอูถั่นในอนุสรณ์สถานใต้ร่มชะเวดากองแต่ไม่ยอมจัดรัฐพิธีให้งานศพเขาอยู่ดี

เนวิน เกิดปี 1911 ในครอบครัวชนชั้นกลางในต่างจังหวัด อันที่จริงก็เหมือนกับนักการเมืองพม่าในรุ่นเดียวกับเขาทั้งหลาย พ่อเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในเมืองปวงดาเล ตอนเกิดพ่อแม่ตั้งชี่อให้ว่า ชูหม่อง ส่วนเนวินนั้นเป็นชื่อจัดตั้งสมัยเป็นทหารต่อสู้กับจักรวรรดินิยม คำว่า เนวิน นั้นแปลว่าพระอาทิตย์ที่เจิดจ้า ถ้าชื่อแบบไทยๆ เขาน่าจะชื่อ รวีโรจน์ สมัยเด็กเนวินเรียนหนังสือเก่งสอบติดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง กะว่าจบแล้วจะไปเป็นแพทย์ ดูเหมือนว่าแรกๆเขาไม่คิดจะเป็นนักการเมืองหรือทหารเลย ใจจริงนั้นตั้งใจว่าเรียนจบก็จะกลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิด แต่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เนวิน เรียนตกต่ำมากในขั้นมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าล้มเหลวในการศึกษาจนต้องออกจากมหาวิทยาลัยตอนปี 2 เมื่ออายุได้ 20 ปี เขาตัดสินใจกลับบ้านไปทำการค้าถ่านหิน แต่การค้าไม่รุ่งโดนพ่อค้าอินเดียโกงจนหมดตัว และนี่น่าจะเป็นหลุมดำในใจของผู้นำเผด็จการพม่า เขาเกลียดพ่อค้าชาวอินเดียเข้ากระดูกดำ จึงไม่แปลกที่ระบอบเนวินจะขับไล่ชาวอินเดียออกนอกประเทศจนหมด

หลังจากนั้นเนวินไปได้งานที่ไปรษณีย์และได้รู้จักกับขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยพม่า วันไหนว่างจากขายแสตมป์เนวินก็ไปช่วยเพื่อนๆแปลแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ แต่ดูเหมือนเขาไม่ซาบซึ้งงานของมาร์กซ์เท่าไหร่ เนวินใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในตอนที่เขาเรืองอำนาจก็จริง แต่เขาเกลียดคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้นเนวินก็เหมือนกันคนหนุ่มในยุคนั้นทั่วๆไปคือตื่นเต้นกับขบวนการกู้ชาติ ที่สุดเขาก็เข้าร่วมเต็มตัว รับผิดชอบงานทางด้านทหารและเป็นรองผู้บัญชาการของอองซาน รับการฝีกพร้อมกับอองซานที่ไฮ่หนาน นำกองทัพปลอดจากสยามเข้าพม่าพร้อมกัน เนวินทำได้ดีมากในเรื่องการรบ ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ในกองทัพปลดแอกดูจะประเมินความสามารถและความทะเยอทะยานทางการเมืองของเนวินต่ำไปหน่อย ตัวเนวินเองก็ไม่ได้แสดงออกว่าเขาสนใจการเมืองเท่าไหร่ ที่คนเห็นว่าเขาสนใจมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ ผู้หญิง อย่างเนวินนี่จัดได้ว่าเป็นเพลย์บอยเลยทีเดียว เท่าที่สามารถจะนับได้ดูเหมือนเขามีภรรยาถึง 4 คน แต่ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดนักว่าเท่าไหร่กันแน่ (หน้า 295)

ถั่นมินต์อู พูดถึงการปกครองภายใต้ระบอบเนวินเอาไว้ไม่น้อย หลายอย่างคือรากฐานของปัญหาในพม่าปัจจุบัน เช่น สงครามกับคอมมิวนิสต์และชนกลุ่มน้อย ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบพม่า นโยบายปิดประเทศ โดดเดี่ยวตัวเอง แต่ไม่ค่อยให้รายละเอียดช่วงการเปลี่ยนแปลงในปี 1988-1989 ซึ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของพม่ายุคหลังเนวิน

แน่นอนเขาพูดถึงความเหลวแหลกในระบอบเนวินทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจว่ากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบอบเนวินล่มสลาย แต่น่าเสียดายเขาไม่ได้ให้รายละเอียดของตัวละครสำคัญที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงช่วงนั้น เขาพูดถึงอองซานซูจี แต่ไม่ได้พูดถึง ซอหม่อง ตันฉ่วยและขิ่นยุ้นต์ เขาพูดถึงหลายคนในระบอบเนวิน ทั้งที่เคยต่อต้านและสนับสนุน เช่น พลจัตวา อ่องฉ่วย ผู้ซึ่งเคยพยายามทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของอูนุ ในปี 1958 พลเอก ติน อู อดีตเสนาธิการทหาร ผู้ซึ่งตอนหลังเป็นประธานพรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของอองซานซูจี โดนเนวินลงโทษจำคุกฐานที่รู้ว่าจะมีการรัฐประหารในปี 1975 แล้วไม่หาทางป้องกัน และพันเอกจีหม่อง ซึ่งเป็นสมาชิกสภาทหารของเนวินตอนรัฐประหารปี 1962 ตอนหลังย้ายข้างมาอยู่กับอองซานซูจี แต่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด อาจจะไม่ใช่ปัญหาเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เป็นเรื่องสายสัมพันธ์เพราะทั้ง 3 คนนั้นเคยเป็นลูกน้องอองซานพ่อซูจี

การเมืองในโลกที่สามนั้นการพิจารณาในแง่อุดมการณ์ไม่ได้เลย เพราะมีบ่อยครั้งที่นักรัฐประหารพูดว่าตัวเองนิยมประชาธิปไตย การย้ายข้างย้ายขั้วทางการเมือง ไม่ได้เป็นไปตามแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมือง ชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มได้รับการกล่าวถึงในหนังสือของ ถั่นมินต์อู ไม่ว่าจะเป็น ไทใหญ่ กระเหรี่ยง คะฉิ่น หรือ โกกั้ง ว่ามีบทบาทอย่างสำคัญในช่วงรอยต่อทางประวัติศาสตร์พม่า การต่อสู้ของเนวินกับชนกลุ่มน้อยทั้งในสายคอมมิวนิสต์และไม่ใช่คอมมิวนิสต์ รวมไปถึงบทบาทของจีนและสหรัฐในสงครามตัวแทนช่วงปี 1960-1970 ถูกบรรจุเอาไว้ค่อนข้างจะครบถ้วนแม้ว่าจะไม่ละเอียดละออมานัก แต่ไม่ได้ขาดอะไรที่สำคัญๆไป ถั่นมินต์อู ทำการบ้านเรื่องนี้ค่อนข้างมากเพราะเขาลงทุนเข้าไปในเขตยึดครองของชนกลุ่มน้อยอย่างโกกั้งด้วย เขารู้ว่าพวกนี้ เช่น กลุ่มของ ไมเคิล หยาง และ สตีเฟน โลว ผันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจยุคใหม่ของพม่าหลังระบอบเนวินได้อย่างไร

บทสรุปของหนังสือเล่มนี้น่าสนใจสำหรับคนที่ศึกษาพัฒนาการของประเทศโลกที่สาม เขาบอกว่า
ตอนที่เนวินเข้าสู่อำนาจในปี 1962 นั้นเผด็จการทหารเป็นเรื่องสามัญมากโดยเฉพาะในเอเชีย แต่ความแตกต่างสำคัญระหว่างเผด็จการทหารพม่ากับบรรดาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในประเทศอย่างเกาหลีใต้ ไทยและอินโดนีเซียคือ ทหารพม่าไม่ไว้วางใจให้นักเทคโนแครตบริหารเศรษฐกิจและยอมปล่อยให้ภาคประชาสังคมได้มีโอกาสเติบโตและพัฒนา ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการเติบโตของประชาสังคมภายใต้ระบอบเผด็จการทหารจะเป็นไปได้ในประเทศอื่นๆ เพราะประเทศเหล่านี้ไม่ได้ปิดตัวเองเหมือนพม่า ผลประโยชน์ทางการค้าและการท่องเที่ยวไปตกอยู่ในมือของกลุ่มชนที่ต่อมาพัฒนาเป็นภาคประชาสังคมที่สร้างข้อเรียกร้องและต่อรองทางการเมืองได้ เชื่อได้เลยว่าถ้าไทยและอินโดนีเซียตกอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรของสหรัฐและยุโรปนานถึง 20 ปี ไม่มีทางมีประชาธิปไตยในสองประเทศนี้แน่นอน จีนคงไม่เป็นจีนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ถ้าหากว่าโดนปิดล้อมตั้งแต่ปราบปรามนักศึกษาที่เทียนอันเหมินในปี 1989 “แต่นี่ก็ไม่ได้กำลังจะพูดว่าการติดต่อกับต่างประเทศดีไปเสียหมดหรือว่าไม่ควรมีมาตรฐานทางจริยธรรมในการค้าและการลงทุนเอาเสียเลย แต่กำลังจะบอกว่า ธุรกิจต่างๆไม่ควรจะทำร้ายตัวเองด้วยการไปลงทุนในประเทศที่มีการควบคุมทุกอย่างแบบนี้ ซึ่งนั่นมันต่างจากการพูดว่า ถ้ามีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนแล้วจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางบวก” (หน้า 348)

อนาคตคืออะไร ? หนังเล่มนี้ไม่มีคำตอบที่ง่ายและสำเร็จรูปอะไรให้ ความจริงไม่มียุทธศาสตร์หลักในการสร้างประชาธิปไตยในพม่าได้ชั่วข้ามคืน หลายคืน หรือ แม้แต่หลายปี ถ้าพม่าโดดเดี่ยวน้อยกว่านี้ มีการค้า การลงทุน การติตต่อต่างประเทศและการท่องเที่ยวมากกว่านี้ และถ้ามีความมุ่งมั่นของรัฐบาลพม่าที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจ สร้างสถาบันต่างๆของรัฐเสียใหม่ แล้วค่อยๆขยายพื้นที่ให้กับภาคประชาสังคม มีความเป็นไปได้ว่าเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอาจจะปรากฎขึ้นมาภายใน 1 หรือ 2 ทศวรรษข้างหน้า

Video | This entry was posted in book review. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s