หลักการแปลจาก “พระถังซัมจั๋ง”

images_1-1000841

วันหนึ่งได้ดูหนังเรื่อง”ไซอิ๋ว” แล้วก็ให้อยากรู้เรื่องราวว่า วรรณกรรมอันเลื่องชื่อของจีนเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่ และที่สำคัญ แท้ที่จริงแล้วเรื่องราวของ “พระถังซัมจั๋ง”  เป็นอย่างไรกันแน่  อ่านประวัติจากการสืบค้นทางกูเกิ้ลก็มีมากมายและได้ข้อสรุปสำคัญอย่างหนึ่งว่า  พระถังซัมจั๋งเป็นผู้ทรงเสียสละตนเองเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  การเดินทางรวมระยะเวลาเดินทาง 17 ปี ระยะทางการเดินทางทั้งหมดรวมทั้งสิ้น 5 หมื่นลี้ หรือประมาณ 25,000 กิโลเมตร ผ่านหลาย ประเทศ ด้วยม้าและการเดินเท้า นับว่าไม่ง่ายเลย ท่านได้มอบผลงานอันนับว่ามีบุญคุณยิ่งใหญ่ต่อชาวพุทธ สิ่งนั้นคือบันทึกประวัติศาสตร์และธรรม

ท่านอุทิศตนในการแปลพระคัมภีร์อย่างตั้งใจ ในระยะเวลา 19 ปีท่านได้แปลคัมภีร์ทั้งหมด 75 เรื่อง 1335 ม้วน ครอบคลุมถึงผลงานทั่วไปที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาของอินเดียในสมัยศตวรรษที่ 5 นอกจากนี้ ในปั้นปลายชีวิต ท่านอาจารย์ยังได้แปล “พระมหาปรัชญาสูตร” รวม 600 ม้วนซึ่งเป็นพระสูตรเล่มใหญ่ที่สุด

เมื่ออ่านตรงนี้เสร็จ ว่าแล้วก็เข้าไปค้นในตู้หนังสือของตัวเองว่า เคยมีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไซอิ๋ว หรือพระถังซัมจั๋งอยู่หรือไม่ และแล้วก็ไม่ผิดหวังเมื่อพบว่ามีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อ “พระถังซัมจั๋ง” ชีวิตจริงไม่อิงนิยาย เลยไม่รีรอ ที่จะหยิบเพื่อจะอ่านประวัติความเป็นมาของท่านผู้นี้ แต่จากหนังสือเล่มนี้เอง มิเพียงจะได้เรียนรู้เพียงประวัติโดยทั่วไปเท่านั้นเท่านั้น แต่กลับได้วิชาที่เรียกว่า “หลักการแปล” มาด้วย เพราะในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงงานแปลคัมภีร์จากภาษาสันสฤตมาเป็นภาษาจีนนั้น มีแนวทางหรือวางหลักการแปลเอาไว้อย่างไรเพื่อถ่ายทอดงานให้ออกมาถูกต้องและได้อรรถรสที่สุด และเห็นพัฒนาการการในหลักการคัมภีร์ของจีน ที่คาดไม่ถึงก็คือ หลักการเหล่านั้น แม้นานนับพันปีมาแล้วก็ยังสามารถปรับมาใช้ได้กับยุคปัจจุบันนี้และเชื่อว่า หากนักแปลในยุคปัจจุบันจะนำมาปรับใช้ก็นับว่ายังเป็นแนวทางที่จะทำให้งานแปลออกมามีคุณภาพได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่มาที่ไปคือภายหลังจากที่ สมณะเสวียนจั้ง หรือพระถังซัมจั๋งได้ ไปศึกษาหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้มาจากดินแดนพุทธภูมิแล้วและกลับคืนมายังบ้านเมือง ภารกิจที่มุ่งมั่นในการแปลพระธรรมคัมภัร์เหล่านั้นที่นำกลับมาด้วยซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่ท่านพิจารณาแล้วว่าเป็นต้นฉบับจริง และเป็นฉบับที่ไม่มีในประเทศจีน ทั้งนี้ท่านได้ศึกษาคัมภีร์อย่างแตกฉานทั้งฝ่ายมหายานและสาวกยาน (หินยาน)  ว่ากันว่าสามารถอ่านภาษาสันสฤตและแปลออกมาเป็นภาษาจีนที่มีสำนวนไพเราะถูกต้อง ชัดเจนโดยที่ผู้บันทึกสามารถบันทึกตามที่ท่านแปลแบบปากเปล่าโดยไม่ต้องขัดเกลา  ทว่า ในอดีตนั้นมีธรรมเนียมปฏิบัติที่เรียกว่าจะต้องตั้ง “สนามแปล”  (ที่มีการแปลเป็นหมู่คณะ มีการแบ่งบทบาทน่าสนใจไม่น้อยแต่จะไม่พูดถึงในที่นี้)   ในการนี้ สมณเสวียนจั้ง ได้ประยุกต์ หลักการแปลที่ผู้แปลในยุคก่อนได้วางเอาไว้ และเพิ่มหลักการสำหรับคำที่จะไม่ต้องแปล

เกี่ยวกับการแปล ในหนังสือ “ พระถังซัมจั๋ง” ชีวิตจริงไม่อิงนิยาย ในบทที่ชื่อว่า “ เผยแผ่: 19 ปี แห่งการแปลพระคัมภีร์ งานที่ต้องซื่อสัตย์ทุกลมหายใจ” ได้นำเสนอไว้อย่างละเอียดที่เกี่ยวกับหลักการแปล  ตั้งแต่พัฒนาประวัติศาสตร์การแปลพระคัมภีร์ของจีน วางหลักการแปลหรือรายละเอียดตำแหน่งของผู้แปลใน “สนามแปล” แต่ในที่นี้ขอสรุปบางตอนมาเพื่อให้เห็นว่า ยังคงสามารถประยุกต์แนวคิดกับการแปลในยุกต์ปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง

จากหนังสือเล่มนี้ หลักการที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่สมณะเสวียนจั้งจะแปล คือในสมัยจิ้นตะวันตะตก-ตะวันออก (Xi Jin-Dong Jin พ.ศ. 808-963)  สมณะเต้าอัน ซึ่งมีมีความรู้มากและภักดีในพุทธศาสนาแต่ไม่รู้ภาษาสันสฤตซึ่งก็ได้ร่วมอยู่ในทีมแปล หรือ”สนามแปล” ได้เห็นถึงความยากลำบากของการแปลก็สรุปปัญหาออกมาได้ว่ามี  “5  เสีย “ “และ “3 ยาก” เอาไว้ประกอบในการพิจารณาการแปล

“5 เสีย” หมายถึง  การแปลคัมภีร์จากภาษาหนึ่งไปยังภาษาหนึ่ง ในสภาพเช่นนี้มักมีการปรับเปลี่ยน ทำให้สูญเสียความหมายเดิมของคัมภีร์ไปคือ

1)        ถ้าใช้ไวยากรณ์ภาษาจีนเป็นหลักในการแปล ความหมายเดิมของบทประพันธ์นั้นอาจสูญเสียไป ( เช่น รูปประโยคไวยากรณ์ภาษาสันสฤตมักเอากรรมขึ้นเป็นประธานของประโยค แต่รูปไวยากรณ์จีนโบราณไม่ทำเช่นนั้น)

2)        การตกแต่งสำนวนซึ่งเป็นประเพณีนิยมของชาวจีน ทำให้สูญเสียคุณสมบัติต้นฉบับที่เน้นความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ตรงไปตรงมา

3)        การตัดทอนประโยคซ้ำๆทำให้สูญเสียประเพณีนิยมของต้นฉบับ ซึ่งนิยมกล่าวท้าวความด้วยการพูดซ้ำข้อความเดิมทั้งขึ้นต้น ท่ามกลางและลงท้าย

4)        การตัดทอนบทสรุป ซึ่งมีลักษณะการกล่าวซ้ำเนื้อหาที่มีในบทที่ผ่านมา

5)        การตัดทอนประโยคเกริ่มนำที่มีเนื้อหาซ้ำกับบทความ

“3 ยาก”  หมายถึง ในการแปลคุมภีร์มีลักษณะการแปล 3  ประเภทที่ยากแก่การแปล คือ

1)        การแปลสิ่งที่มีอยู่ในสมัยโบราณให้เหมาะสอดคล้องกับยุคปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ยาก

2)        การแปลภาษิตของสัตบุรุษให้ปุถุชนเข้าใจ เป็นสิ่งที่ยาก

3)        ผู้แปลในยุคปัจจุบัน ยากที่จะทำความเข้าใจและสื่อออกมาให้ผู้คนได้รู้ถึงหลักธรรมอันลึกซึ้งของพระพุทธเจ้าเมื่อยุคพันปีก่อนได้

ในจุดนี้ แม้ในการแปลปัจจุบันเราก็ยังพบ “เสีย”บางอย่างอยู่ ในกรณีที่ผู้แปลไม่ระมัดระวังพอเช่น การวางรูปประโยคของภาษาในต้นฉบับกับภาษาที่แปลไป หรือการพยายามตกแต่งสำนวนเพิ่ม ที่อาจทำให้สูญเสียอรรถรสของต้นฉบับเดิมหรือทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไป และ กรณี  “3 ยาก” ในตอนนี้ก็ยังเป็นความยากอยู่ แม้ไม่ได้เป็นการแปลคัมภีร์ก็ตาม แต่หากเป็นการแปลวรรรกรรมข้ามยุคข้ามสมัยก็พบความยากนี้เช่นกัน

ในขณะที่พระกุมารชีพ ( พศ.886-965) ซึ่งแตกฉานทั้งภาษาสันสฤตและภาษาจีน ซึ่งเป็นผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การแปลพระคัมภีร์จีน ได้ศึกษางานแปลของคนรุ่นก่อนๆก็ชื่นชมข้อเสนอเสนอของสมณะเต้าอัน และปรับปรุงวิธีการการแปลโดย ไม่เน้นการแปลตรงพยัญนะ แต่ก็ไม่ตกแต่งสำนวนจนเลิศหรูจนเกินงาม เน้นการสื่อความหมายของต้นฉบับเป็นสำคัญ พระกุมารชีพได้รับการยกย่องว่าเป็น หนึ่งใน สี่นักแปลผู้ยิ่งใหญ่  ( ทั้งนี้ พระปรมัตร ในยุค ราชวงศ์ เหนือ- ใต้ ก็เป็นหนึ่งในสี่นักแปลผู้ยิงใหญ่ แต่ถูกจัดว่าอยู่ในยุคแปลเก่า ในขณะที่ สมณะเสวียนจั้ง และ สมณะอี้จิง อยู่ในยุคแปลใหม่)

ต่อมาในยุคราชวงศ์สุย-ถัง  ( พ.ศ. 1124-1450) ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองสุดๆของการแปลคัมภีร์ สมณะเอี้ยนฉง ซึ่งจัดสนามแปลอย่างเป็นการถาวร และได้เสนอหลัก “ความพร้อม 8  ประการ” ของผู้ที่จะเข้ามาทำงานแปลคัมภีร์ ดังนี้

1)        ผู้แปลต้องมีศรัทธาในหลักธรรม มีความจริงใจในการแปล เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น

2)        ผู้แปลต้องถึงพร้อมด้วยศีลธรรมอันสูงส่ง

3)        ผู้แปลต้องแปลในสาขาที่ตนถนัด แตกฉานในพระไตรปิฎกทั้งฝ่ายมหายาน และสาวกยาน

4)        ผู้แปลต้องมีความรู้กว้างขวาง แตกฉานในภาษาที่แปล

5)        ผู้แปลต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือิฐิมานะ

6)        งานแปลเป็นกิจการทางวัฒนธรรม อย่าทำเพียงเพราะต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ

7)        ผู้แปลต้องเชี่ยวชาญภาษาสันสฤติ เข้าใจความหมายคัมภีร์ต้นฉบับ มีเทคนิควิธีในการแปล

8)       ต้องเชี่ยวชาญในภาษาของตนเอง ภาษาที่แปลมีความลื่นไหลและสละสลวย

 หลักความพร้อมทั้ง 8  ประการนี้นับว่า ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการแปลคัมภีร์ แต่ในการแปลในปัจจุบันเราก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายข้อเช่นกัน เรียกได้ว่าอาจเป็นมาตรฐานหรือคุณสมบัติสำหรับคนที่จะมาแปล เช่นจะต้องเข้าใจต้นฉบับอย่างลึกซึ้ง มีความรู้กว้าง แตกฉานในภาษาที่แปล เชี่ยวชาญในภาษาของตนเอง แปลแล้วภาษาที่ใช้มีความลื่นไหลสละสลวย  หรือแม้กระทั่งเรื่องที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงหรืออาจลืมคิดไปว่า การแปลเป็นงานทางวัฒนธรรม และการที่เราคิดได้เช่นนี้ก็จะทำให้เราละเอียดอ่อนมากขึ้น เพราะว่านี่คือการถ่ายทอดวัฒนธรรมอีกชนิดหนึ่งผ่านตัวหนังสือ หากตีความผิดหรือแปลผิด อาจส่งผลให้เข้าใจวัฒนธรรมผิดไปก็ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าสำหรับการแปลที่ไม่ใช่แปลคัมภีร์ ผู้แปลจะต้องอ่อนน้อยถ่อมตนด้วยหรือไม่ หรือในทางการแปลแล้ว อ่อนน้อมถ่อมตนหมายความว่าอะไร

เมื่อมาถึงยุคของสมณะเสวียนจั้ง ก็ศึกษารูปแบบและรักษามาตรฐานการการแปลเอาไว้โดย เน้นว่า “ ต้องซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับ งามด้วยภาษา ง่ายต่อการเข้าใจ”  ในส่วนหลักการ “ความพร้อม 8  ประการ” นั้นก็คงไว้และ เพิ่มเติมหลักการ “ 5  ประเภท ที่จะไม่แปล” หรือเรียกง่ายๆว่า การทับศัพท์นั่นเอง คือ

1)  คำศัพท์ที่มีหลายความหมาย ( ในนี้ยกตัวอย่างคำว่า ภควา  มีถึง  6  ความหมาย จึงไม่ถอดเป็นภาษาจีน)

2)        คำศัพท์ที่เป็นชื่อเฉพาะ

3)        แม้เป็นคำศัพท์ที่แปลได้แต่เป็นที่รู้จักและใช้กันมาตั้งแต่โบราณกาลก็สมควรคงไว้ไม่จำเป็นต้องแปล

4)        คำศัพท์ที่มีความหมายลี้ลับ หรือเชื่อกันว่ามีพลังเร้นลับ ที่หากแปลไปแล้วอาจเสียความศักดิ์สิทธิ์ไป  ( เช่น คำว่า มนตรา)

5)        คำศัพท์ที่เป็นที่เคารพ ( ในที่นี้ยกตัวอย่างคำว่า โพธิสัตว์)

มาถึงยุคปัจจุบัน เราก็ยังมีหลักเกณฑ์ เรื่องการทับศัพท์อยู่ด้วยเช่นกัน อาจจะเหมือนหรือต่างออกไปบ้างตามยุคสมัย แต่ที่แน่ๆ เราไม่แปลชื่อเฉพาะ

ว่าด้วยการแปลก็สรุปมาเล่าสู่กันฟังแต่เพียงเท่านี้ ส่วนรายละเอียดและประวัติพระถั๋งซัมจั๋มนั้นก็ขอเชิญไปอ่านได้ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนคือ อุษา โลหะจรูญ ดูตามประวัติแล้วก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาจีนอีกคนหนึ่งและหนังสือเล่มนี้เป็นการตีพิมพ์จากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยของผู้เขียน

เนื้อเรื่องย่อในการโปรโมตหนังสือเล่มนี้มีความว่า “จากพระถังซัมจั๋ง หลวงจีนอ่อนแอนิยายในไซอิ๋ว สู่เรื่องจริงของมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่แห่งหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของจีน
พระถังซัมจั๋ง ชีวิตจริงไม่อิงนิยาย หนังสือชีวประวัติเจาะลึกชีวิตและผลงานที่หยิบยกจากเรื่องจริงอันลือลั่นในหน้าประวัติศาสตร์ของพระถังซัมจั๋ง หรือ สมณะเสวียนจั้ง มาตีแผ่ให้ได้ศึกษากันอย่างละเอียด
จากเด็กชายอายุเพียง 13 ปี แต่มีปณิธานมุ่งมั่นในการสืบทอดและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกล จนกลายมาเป็นพระนักภาษาศาสตร์ นักแปล นักปฏิบัติ ปราชญ์ผู้รอบรู้ ผู้มุ่งมั่นในการจาริกธรรมไปอัญเชิญพระไตรปิฎกจากอินเดียกลับสู่จีนเพียงลำพัง และได้อุทิศชีวิตให้กับงานพระพุทธศาสนาในการเขียนหนังสือและแปลพระธรรมคัมภีร์ไว้เป็นจำนวนมากที่สุดในบรรดา “สี่นักแปลผู้ยิ่งใหญ่ของจีน” ซึ่งนับเป็นคุณูปการอย่างยิ่งที่ส่งผลให้พระพุทธศาสนาในจีนพัฒนารุ่งเรืองอย่างที่สุด ไม่น่าแปลกที่ชื่อของท่านจะถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์และยังคงได้รับการยกย่องกล่าวขานถึงในฐานะมหาบุรุษคนสำคัญทางพุทธศาสนาแม้เวลาล่วงเลยมากว่า 1300 ปี”

หนังสือเล่มนี้นับว่าเป็นหนังสือที่ดีไม่น้อยสำหรับผู้สนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ พุทธศาสนา ปรัชญาและ แม้แต่การแปล

—————————–

 สุทธิดา มะลิแก้ว
10/05/2556 (2013)

This entry was posted in book review and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s