วันเดียวเที่ยวตานี / A Day in Pattani

Pattani 's  landmarks: Sutthida Malikaew

Pattani ‘s landmarks: Sutthida Malikaew

รื่นรมย์ สงบสยบเคลื่อนไหว

อีก  4 วันก็จะถึงวันสงกรานต์ปี  2556 แล้ว ก็แปลว่าอีก 2  วันเท่านั้นฉันก็เดินทางไปปัตตานีอีกครั้งหนึ่ง ฉันเตรียมตัวไว้ตั้งนานแล้ว จองตั๋วเครื่องบินเอาไว้แล้วได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และเดินทางก่อนที่คนอื่นจะเดินทางเพราะคนส่วนใหญ่จะเดินทางวันที่ 12 เมษายน ฉันเลี่ยงความแออัดยัดเยียดของการจราจรในกรุงโดยออกเดินทางก่อนหน้าคนอื่นเล็กน้อย  ทว่า 2  วัน่อนหน้าจะเดินทางก็มีเหตุการณ์ ทั้งระเบิด และ การทำร้าย หรือเผายางรถยนต์ เรียกได้ว่าป่วนไปทั่วทั้งจังหวัดไปถึง 8  อำเภอและในเขตอำเภอเมืองเองก็มีเหตุระเบิดถึง  5  จุด  เพื่อนๆหลายคนเป็นห่วงและสอบถามว่ายังจะไปอีกหรือ แน่นอน ฉันย่อมไม่เปลี่ยนใจ ฉันคงมุ่งมั่นกับแผนการเดินทางที่วางเอาไว้  จะเดินทางไปเพื่อไปหาแม่และน้องๆที่ยังคงอยู่ที่นั่น ไปงานรวมญาติไปทำบุญตามประเพณีตามที่เราเคยปฏิบัติกันมา ไหนๆฉันก็กลับมาแล้ว และแม้ว่าเหตุการณความไม่สงบจะเพิ่งเกิดขึ้น

หากจะถามว่ากลัวไหม แปลกนะ ฉันไม่ได้รู้สึกกลัว แต่ก็ไม่ได้ประมาทและเหตุการณ์ความไม่สงบนั้นก็เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่ามาเป็นเวลา  8  ปี แล้ว และส่วนใหญ่เราก็รู้ว่าจะปลอดภัยในเวลาที่เราอยู่ที่บ้าน แต่ว่า เราจำเป็นจะต้องจับเจ่ากันอยู่เฉพาะที่บ้านก็คงไม่ได้ เพราะภารกิจ หรอการปฏิบัติตามประเพณี เช่น การไปทำบุญ หรือสรงน้ำพระก็ยังต้องดำเนินไป เราจำเป็นจะต้องดำเนินชีวิตไปตามปกติ  และไหนๆก็มาแล้วเราก็ชมบ้านชมเมืองกันสักหน่อย เมื่อได้มาแล้วก็อยากจะเล่าให้ฟังกันเผื่อใครคิดมาเที่ยวกันบ้าง เอาว่าเอาแค่วันเดียวก่อน  จริงๆแล้วสถานที่จะต้องไปหรือควรชมก็มีมากมาย แต่นี่คือหนึ่งวันของฉันที่ปัตตานี หนึ่งวันก่อนสงกรานต์ หรือ  3  วันจากเหตุการณ์ป่วนเมือง ตามมาเที่ยวด้วยกันนะ
เริ่มต้นด้วย วัดวาอาราม…….
เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลอย่างที่ว่าเอาไว้แล้ว เพื่อความเป็นศิริมงคลชีวิตการเดินทางท่องเที่ยวจึงเริ่มต้นด้วยการไปวัด ที่ปัตตานี แม้ว่าจะมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามแต่ ที่ปัตตานีก็มีวัดที่มีชื่อเสียงมากมายหลายแห่ง และที่แน่ๆ วัดที่ใครต่อใครใครโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สนใจเรื่องวัตถุมงคลรู้จักกันดีนั่นคือ วัดช้างให้ หรือ ชื่อเต็มในปัจจุบันคือ วัดช้างให้ราษบูรณาราม อันมีหลวงพ่อทวดที่ผู้คนศรัทธาในเรื่องของพระเครื่องต่างรู้กันดีถึงความศักดิ์สิทธิ์หรือมีชื่อเสียงในด้านการคุ้มครองป้องกันภัยโดยเฉพาะด้านอุบัติเหตุ

ฉันไปที่วัดคือ 3 วันหลังจากเพิ่งมีเรื่องเหตุการณ์ป่วนเมือง ตอนแรกคิดว่าวัดคงจะเงียบเหงาแน่ แต่ก็ไม่นะ ผู้คนก็ยังเข้ามาบูชา สักการะพระพุทธรูป และรูปหล่อพระอริยสงค์ที่เคารพบูชา และมาสรงน้ำพระกันเนืองแน่น มีทั้งคนในท้องที่และคนที่ไปอยู่ที่อื่นซึ่งนานทีปีหนจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้งหนึ่ง ก็แวะเข้ามาไหว้พระ ทรงน้ำพระพุทธรูปเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต ตรงนี้สำหรับคนในพื้นที่แล้วก็ยังคงทำตัวกันตามปกติ เพียงแต่ข่าวคราวที่เกิดขึ้นมานับตั้งแต่  8 ปีที่แล้วจนถึงวันนี้ ก็พบว่าเราไม่เห็นรถนักท่องเที่ยวคันใหญ่ๆแบบเมื่อหลายๆปีที่แล้วเข้ามาที่นี่นานแล้ว ซึ่งตรงนี้จะว่าไปก็คือมีทั้งดีและไม่ค่อยดี  สำหรับส่วนที่ดี คือ เราได้ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนสมัยที่การท่องเที่ยวยังไม่บูม ข้อเสียก็คือ คนท้องถิ่นที่นั่นที่เคยทำรายได้จากการท่องเที่ยวต้องสูญเสียรายได้ไป

Wat Changhai:  Sutthida Malikaew

Wat Changhai:
Sutthida Malikaew

ต่อจากวัดช้างให้  เนื่องจากตั้งใจจะเข้าไปในตัวเมืองปัตตานี ตรงนี้ถือเป็นทางผ่าน อาจจะต้องเลี้ยวเข้าไปอีกนิดแต่ไปนอกเส้นทาง เราก็ไปเที่ยวต่อที่วัดทรายขาว ชุมชนที่มีชื่ออเสียงว่าคนไทยพุทธและไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีอะไรก็ยังคงช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามประสาคนในชุมชนเดียวกัน วันนั้นเราแวะไปเพื่อจะดูถึงพลังศรัทธาของชาวบ้านที่ร่วมกันบูรณะวัดที่เรียกได้ว่าออกจะอยู่นอกเขตเมืองแต่สวยงามมาก วันนั้นก็กำลังมีงานรถน้ำผู้สูงอายุในชุมชน ผู้คนทั้งชุมชนก็รวมใจกันทำงานนี้กันเต็มที่  วัดทั้งสองนี้อยู่ในอำเภอโคกโพธิ์

อันที่จริงถ้าพูดถึงเรื่องการอยู่รวมกันได้อย่างเป็นสุข ในระดับชาวบ้านที่อยู่ด้วยกันนั้นทุกคนก็ต่างต้องการการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขทั้งนั้น และจริงๆแล้วคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกันอยู่กันได้อย่างดีเสมอมา แต่มีวาทะกรรมที่ไปปลุกปั่นมอมเมาให้เชื่อว่ามีการกดขี่ข่มเหงกัน สร้างความระแวงต่อกันกันนี้ก็ล้วนเกิดจากผู้ไม่ประสงค์ดีที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบนั่งเอง ที่มาแบ่งแยกคนอออจากกัน แม้กระทั่งเหตุไม่สงบที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันคนในพื้นที่ก็ยังหวังเสมอว่าเราจะอยู่ด้วยกัน

มีกรณีเล็กๆที่สะท้อนให้เห็นภาพการไม่แบ่งแยกเขา แยกเราแบบน่ารักๆ ให้เห็นอยู่เรื่องหนึ่งคือ เมื่อวันสงกรานต์นี่เอง หลานชายวัยรุ่น ได้ขอออกไปเที่ยวสงกรานต์ที่ “ถนนข้าวยำ” ก็กรุงเทพฯเขามี “ถนนข้าวสาร” เรามี ข้าวยำกันบ้างจะเป็นไรไป  ที่นี่ทางจังหวัดจัดให้เป็นสถานที่เล่นน้ำสงกรานต์สำหรับประชาชน ทุกปีก็ดูแล้วผู้คนก็สนุกสนานกันดี  หลานชายไปแบบไม่ได้เตรียมแป้งหรืออะไรไป เขาเป็นเด็กไม่ค่อยคิดอะไรมากๆ สงกรานต์สำหรับเขาไม่ได้เตรียมตัวจะไปสาดน้ำใคร หวังแต่ว่าออกไปแล้วจะตัวเปียกกลับมาเท่านั้นเอง

ถนนสายดังกล่าวก็ไม่ต่างจากถนนข้าวสารของ กทม. ผู้คนก็ลงไปเดินเล่นสาดน้ำประแป้งกันอย่างเพลิดเพลิน มีน้ำไว้บริการให้อีกด้วย หลานชายหายไปหนึ่งชั่วโมง พร้อมตัวเปียกสมใจและใบหน้าเป็นสีแดงที่ถูกผสมมาในแป้งแล้วก็บอกว่า มันมากๆ สนุกๆ คนเยอะมากแต่สนุก ตำรวจก็ถอดเครื่องแบบแล้วก็เอาปืนฉีดน้ำมาฉีดด้วย แต่ประเด็นสำคัญคือ เขาบอกว่า ตอนไปเล่นน้ำ เจอเพื่อนที่เป็นผู้หญิงมุสลิมหลายคนมาเล่นน้ำด้วย แต่วันนี้พวกเธอไม่ได้ใสผ้าคลุม “โอ๊ย  เรียนด้วยกันมาตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นหน้าจริงเลย เพิ่งรู้ว่า หน้าตาน่ารักมากๆ เอาแป้งมาแปะให้ด้วย” หลานชายเล่าไปยิ้มไปดูคล้ายอยากผูกมิตรกับพวกเพื่อนๆกลุ่มนี้ให้มากขึ้น แววตาปิ๊งปั๊งจนพวกเรารู้สึกขำ  และหลานบอกว่าที่เล่นน้ำอยู่ในนั้นน่าจะสักสี่สิบเปอร์เซ็นต์เป็นมุสลิม เห็นได้ลยว่า เขาก็สนุกสนานด้วยกันได้ และก็ไม่เคยมีข่าวร้ายๆเกิดขึ้นในการไปเล่นที่ถนนนี้  ตรงนี้เวลาจึงไม่แน่ใจว่า อะไรกันแน่ที่ทำให้คนไม่สามารถอยู่รวมกันได้อย่างสันติ

ยังคงอยู่ในเส้นทางเดิมก่อนที่ขอแนะนำอีกหนึ่งวัด นั่นคือ วัดมุจลินทวาปีวิหาร หรือ วัดตุยง หรือวัดหลวงพ่อดำ เป็นพระอารามหลวงซึ่งตั้งขึ้นมาตั้งแต่ ปี 2388  ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ห้าครั้งเสด็จไปหนองจิก ได้บริจาคเงินสร้างวิหารเพิ่มเติมและตั้งให้เป็นพระอารามหลวง แต่ความโด่งดังของวัดนนี้อาจไม่ใช่เพียงความงามของตัววิหารเท่านั้น แต่เป็นเครื่องความขลังของหลวงพ่อดำ ซึ่งเป็นเจ้าอาวสองค์ที่ ห้า ทุกวันนี้เซียนพระก็นิยมเสาะหาพระเครื่องเหล่านี้กันอยู่ไม่น้อย วัดนี้อยู่ในเขตอำเภอหนองจิก แต่อยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีออกมาเพียง 10  กิโลเมตรเมเท่านั้น และก็ไม่ไกลจากสองวัดแรกมากนัก

ไหนๆก็เรื่องวัดวาอาหารแล้วต่อเรื่องสถานที่สำคัญกันอีกสักหน่อย สำหรับชาวจีนที่ไม่ควรพลาดคอ ศาลเจ้าแม่ล้มกอเหนี่ยว ที่อยู่ในตัวจังหวัด เราก็แวะเข้าไปไหว้เจ้าแม่เพื่อคุ้มครองลูกหลานให้มีความสุขโชคดี หรอ คนค้าขายทำธุรกิจก็นิยมไปขอพร หรือแม้แต่ไปแก้ปีชงก็ไปทำที่นั่นได้ สาลเจ้าแม่ฯอยู่ในตัวเมืองปัตตานี ถามทางใครๆก็ย่อมรู้จัก เช่นกันในอดีตที่นี่จะหนาแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะเป็นคนเชื้อสายจีนจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ส่วนประวัติก็ไปสืบค้นกันได้จากกูรู กูเกิ้ล

sight seeing:  By Sutthida Malikaew

sight seeing:
By Sutthida Malikaew

ต่อด้วยหาไรใส่ท้อง….

หลังจากไหว้พระ ทำบุญ เสร็จสรรพก็ขยับมาหาของกิน จริงๆร้านของีอร่อยๆก็มีอยู่เยอะวันเราเลือกไปกนอาหารที่ร้านปากน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ถนนปากน้ำ และเพิ่งมีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นเมื่อวันก่อนหน้านี้ หมายถึงวันที่มีระเบิดป่วนเมืองหลายๆจุด เราก็ไม่ยั่ย ไปพบกับความร่มรื่นของร้านอาหารที่มีต้นไม้เขียวชอุ่ม อาหารก็มีทุกประเภทที่เป็นอาหารใต้แท้ และ อาหารป่า มีทั้งเนื้อกวาง หรือแย้ แต่เราก็ไม่ได้สั่งกินนั้นะ รวมทั้งไข่มดแดง แมลงทับ ด้วงอ่อนจากต้นสาคูที่แลดูก็หนอนดีๆนี่เอง แต่เมนูที่เราสั่งมาก็อร่อยเข้มข้นทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้มส้มปลากระบอก ที่ความเด็ดอยู่ที่การใช้น้ำส้มโตนดที่ทำมาจากต้นตาลโตนด เจ้าของร้านเดิมเป็นชาวองตากใบ จังหวัดนราธิวาสและเคยไปอยู่พัทยามากว่าสิบปี ตอนนี้มีสามีอยู่ที่นี่ก็เลยต้องกลับมาเปิดร้านที่ ทำมาได้ปีกว่าๆ เจอเหตุการณ์ความไม่สงบมาตลอด แต่ก็ไม่เคยถึงตัวร้าน

เธอเล่าว่า เหตุการณ์ระเบิดเมื่อวันก่อน พอมีเสียงระเบิดดังขึ้นทุกคนก็ชะงักไปนิดหน่อย แล้วก็กินกันต่อ และแล้วลูกระเบิดลูกที่สองก็ดังขึ้น ผู้คนก็นิ่งเงียบไปอีกนิดหน่อยและกินอาหารกันต่อไป คนที่อื่นก็คงไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้นมีระเบิดขนาดนี้ไม่รู้สึกรู้ร้อนรู้หนาวกันเลยหรือ คำตอบคือนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะทำได้เพราะการที่มีระเบิดข้อควรปฏิบัติก็คือ ทุกคนต้องอยู่ในความสงบในที่มั่น ออกไปก็เจอซ้ำเท่ากับวิ่งไปหาความตายนั่นเอง และคงจะจ้องรอการเคลียร์พ้นที่จากเจ้าหน้าที่ให้เรียบร้อยแล้วถึงจะไปไหนได้ ดังนั้นจะมีอะไรที่จะดีไปกว่านั่งกินอาหารดันต่อไป เรียกได้ว่า “ อร่อยแบบสงบสยบความเคลื่อนไหว”  ร้านอาหารก็ดำเนินกิจการต่อไป ผู้คนก็ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไป ร้านของเธอก็ยังคงขายดิบขายดีเหมือนเดิม

some food and drink: Sutthida Malikaew

some food and drink:
Sutthida Malikaew

ชมเมือง ช้อปปิ้ง..
กินอิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อแวะดูสิว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงและหลังเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมืองไปหลายจุดผ่านไป บ้านนี้เมืองนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง ในวันที่ 12  เมษายน ร้านรวงก็ยังคงเปิดทำการกันตามปกติ แหล่งช้อปปิ้งหลักอย่าง บิ๊กซี ซุปเปอร์มาร์เก็ตผู้คนก็ยังล้นหลามประดุจดังมีการแจกของฟรีก็ไม่ปาน ถนนด้านหน้าบิ๊กซีก็มีรถเข้าคิวรอแถวยาวเป็นกิโลเมตร แต่ก็ไม่อาจจะจัดการให้เร็วกว่านี้ได้เนื่องจากจำเป็นต้องตรวจอาวุธรถทุกคันเพื่อความปลอดภัย และดูเหมือนว่าเหตุการณ์ความไม่สงบที่ประโคมข่าวกันทุกวันนนั้น ไม่ว่าจะแผนร้ายของหน่วยไหนก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ลงทุนท้อถอยเพราะขณะนี้ทางปัตตานีเพลสที่มีชื่อเสียงด้านอสังหาริมทรัพย์ได้ผุดศูนย์การค้าแห่งใหม่ขนาดใหญ่ชื่อ วาวบูลัน (Wau Bulan) ขึ้นกลางใจเมืองปัตตานี  จะกลายเป็นอีกหนึ่งของศูนย์รวมทางธุรกิจและแม้กระทั่งศูนย์การติวสำหรับนักเรียนในสามจังหวัดภาคใต้ที่จะไม่ต้องไปติวที่หาดใหญ่ หรือกรุงเทพฯ  ที่นี่คงจะเป็นอีกหนึ่งศูนย์การค้าที่จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับชาวปัตตานีในอีกไม่นานนัก หรือจะซื้อของฝากของของกิน ที่ปัตตานีเราสามารถซื้อสินค้าท้องถิ่นในสามจังหวัดเองและสินค้าจากมาเลเซียและอินโดนีเซียได้ไม่ยากเย็น

หากพูดถึงว่าในขณะที่ประเทศไทยกำลังเห่อๆคำว่าการเป็นประชาคมอาเซียนกันอยู่นั้น ที่อาจจะเป็นเมืองที่ไม่ต้องมีการปรับตัวมากมายนักเพราะว่า เราก็มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมกันอยู่แล้ว ว่าแล้วก็ขอเชิญชวน มาเที่ยวกัน ความกลัวย่อมไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ อยากรู้จักที่ก็มาสัมผัสด้วยตนเอง

ในเวลาหนึ่งวันนี้ดูจะคุ้มค่ามากที่ได้ขับรถชิลล์ ชมเมือง เราจะเห็นความสงบ ร่มรื่น เป็นเมืองที่น่าอยู่อะไรเช่นนี้  มีอาหารทะเลรวมทั้งอาหารอื่นๆที่น่ากินมากมาย และดูอุดมสมบูรณ์ยิ่ง เป็นจังหวัดที่มีทั้งน้ำตกและทะเลให้พักผ่อนหย่อนใจ  มีมหาวิทยาลัยและศูนย์กลางอิสลามศึกษาสำหรับภูมิภาคนี้ มีสวนสาธารณะ และมีสนามกีฬาที่ได้มาตรฐาน  ดูๆไปก็เป็นเมืองที่ไม่ขาดอะไรเลย

Wau Bulan and products from Pattani: Sutthida Malikaew

Wau Bulan and products from Pattani: Sutthida Malikaew

ฉันอยากจะภาวนาอ้อนวอนขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เป็นที่เคารพบูชาของพี่น้องทั้หลายที่อยู่รวมกันหลายชาติพันธุ์ ณ. ที่นี้ ว่าให้ร่วมกันคุ้มครองป้องกันและรักษาเมืองและดลบันดาลให้ความสงบสุขเกิดขึ้นเสียทีเพราะที่นี่ก็จะน่าอยู่และสามารถพัฒนาไปได้มากกว่านี้  แต่ว่าไปก็คงไม่ใช่หน้าที่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรอก ทว่า ผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ที่นั่นเองนั่นแหละคงจะต้องช่วยกันหาทางสร้างความสงบให้กับพื้นแผ่นดินที่เราอยู่อาศัยร่วมกันมานานให้เกิดความสุขได้อย่างที่เคยเป็นมาหรือให้มากกว่าที่เราเคยมี บางครั้งอาจมีหลายวาทกรรมจากคนภายนอกไม่ว่าจะเรื่องการเรียกร้องสิทธิหรือการในแนวทางสร้างสันติภาพ ล้วนแล้วแต่อยู่ฐานการประเมินในทางนามธรรมหรือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวเพราะไม่ได้รับผลกระทบด้วยตัวเอง คนที่จะสร้างความสุขให้เราได้ย่อมเป็นที่อยู่ในพื้นที่เองที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน และไม่ยอมจำนนกับผู้ที่จะเข้าทำลายความสงบสุขของคนที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้  ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมความถือเป็นความได้เปรียบหรือเป็นความงดงามเหมือนดอกไม้หลากสีที่อยู่ร่วมกัน//

http://www.youtube.com/watch?v=gVBCWX_hfAc
ขอสันติจงมีแด่ทุกท่าน

สุทธิดา มะลิแก้ว
16 เมษายน 2556

This entry was posted in lifestyle and tagged , , , , , , . Bookmark the permalink.

5 Responses to วันเดียวเที่ยวตานี / A Day in Pattani

  1. อยากจะไปสักครั้งเหมือนกันค่ะ แต่ติดว่ายังกลัวๆอยู่

  2. Sureeporn S. says:

    คิดถึงบ้านเกิด…เพื่อนเก่า.(ลูกตำรวจ) เหมือนกันนะ…ไม่ได้เที่ยวน้ำตกทรายขาวเลย
    (เวลาน้อย วันเดียวไม่พอ เข้าใจ) ไม่ได้ไป 30 กว่าปีแล้ว…คิดถึงจังหูเลย.
    ***มีเพื่อนชื่อ…ตาล…ตา…ต้อม-เถกิง…บ้านอยู่ มะกรูด
    จงกล…เพ็ญ…สุท…แมว…บรรจง (นสพ)….บ้านอยู่ โคกโพธิ์.
    ส่วนตัวเรา..บ้านอยู่ นาโด. 0824554504

  3. Sureeporn S. says:

    ใช่…สุท…เราเอง…จู้…เรามาเปิดอ่านเจอนะ….เลยคิดถึง…
    ไม่ได้เจอกันเลย….ตั้งแต่..จบ ม.ศ.3

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s