เถ่าชิ่วคนสุดท้าย:The Last Chinese Chef

เถ่าชิ่วคนสุดท้ายFor English, Please scoll down

เถ่าชิ่วคนสุดท้าย: The last Chinese Chef

“อาหารไม่ใช่แค่ไว้กินเท่านั้น แต่เป็นภาษาในตัว เป็นตัวควบคุมสังคม ด้วยการลำดับขั้นอำนาจ”

“อาหารคือบัญญัติแห่งมารยาทละฐานันดร ….. แต่ละมื้ออาจถือเป็นอาหารก็จริงแต่ก็บ่งบอกสัญญลักษณ์ นัยและเงื่อนงำ ที่เชื่อมร้อยคน มิใช่แค่ต่อกันและกันเท่านั้น แต่ผูกโยงไปถึงวัฒนธรรม ศิลปศาสตร์และประวัติศาสตร์ด้วย”

“ที่นี่เราถูกสอนกันมาอย่างนี้ ให้รู้จักคนกิน รู้ลึกเข้าไปถึงจิตใจ แล้วทำกับข้าวออกมาตามนั้น เลี้ยงอาหารร่างกาย นั่นเป็นขั้นแรก แต่จงดูแลจิตและวิญญาณของเขาด้วย”

ถ้อยความบางตอนที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอาหารจีนที่มิได้เป็นเพียงอาหารที่ซ่อนอยู่ในเนื้อหาของหนังสือเรื่อง “เถ่าชิ่วคนสุดท้าย” หรือ The Last Chinese Chel  ผลงานของ นิโคล โมเนส ( Nicole Mones)  เจ้าของผลงาน Lost in Translation ซึ่งเคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงมาแล้ว

นี่ไม่ใช่ตำราอาหาร แต่เป็นนวนิยายที่จะทำให้คุณได้รู้จักอาหารจีนได้ลึกซึ้งอย่างยิ่งและรู้ว่าอาหารอร่อยแบบจีนนั้นแท้จริงแล้วควรเป็นไปอย่างไร

นี่คือเรื่องราวของ แม๊กกี้ แม็กแอนรอย นักเขียนคอลัมน์อาหารให้กับนิตยสารแห่งหนึ่ง ที่จำเป็นจะต้องเดินทางมายังปักกิ่งเพื่อสะสางปัญหาบางอย่างที่สามีซึ่งได้เสียชีวิตลงทิ้งเอาไว้ให้ แรกทีเดียวเธอคิดที่จะขอลาหยุดงานยาวๆ แต่บรรณาธิการของเธอกลับเสนอให้เธอไปสัมภาษณ์ชายคนหนึ่งชื่อ แซม
เหลียง ในฐานะคนทำกับข้าวสูตรตำรับวังหลวงที่กำลังคิดจะรื้อฟื้นร้านอาหารตำรับราชสำนักกลับมาอีกครั้ง

การพบกับเขานับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตเธอ แม้ว่าแรกทีเดียวเธอเกือบจะไม่ได้สัมภาษณ์เขาแล้วเมื่อเขาบอกว่า เขาจะยังไม่เปิดร้านอาหาร แต่กำลังมีการแข่งขันเถ่าชิ่วซึ่งเขากำลังจะลงแข่งขันด้วย  ตรงนี้เองที่ทำให้เธอได้ทั้งเรื่องราวที่น่าสนใจและมีโอกาสลิ้มลองอาหาร และได้พบกับครอบครัว และวัฒนธรรมแบบจีน ที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่าการกินอาหารที่ไม่ใช่เพียงแค่กิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นเธอยังได้สัมผัสถึงสายใยสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและมิตรภาพที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน

หนังสือดำเนินเรื่องการสืบหาความจริงเกี่ยวกับปมปัญหาที่สามีผู้ล่วงลับของเธอได้ทำเอาไว้ไปพร้อมๆกับการเตรียมตัวเพื่อแข่งขันเถ่าชิ่ว ของแซมเหลียง ที่มีความน่าสนใจพอๆกัน ว่าเรื่องจะลงเอยไปอย่างไร ในเนื้อหาจะพูดถึงบันทึกของเหลียงเว่ย ผู้ซึ่งเป็นเถ่าชิ่วคยสุดท้ายปู่ของแซมเหลียง รวมทั้งการดำเนินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกแทรกด้วยปมทางประวัติศาสตร์ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีน  ทั้งหมดนี้จะทำให้ผู้อ่านได้เดินเรื่องราวไปด้วยกันกับเธออย่างเพลิดเพลิน

แม้จะบอกว่านี่ไม่ใช่ตำราอาหารแต่ถ้าใครได้อ่านเล่นนี้แล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่คิดอยากจะไปลิ้มลองอาหารจีนเด็ดๆ หรืออาจจะลองลุกขึ้นมาปรุงบางอย่างบ้างก็เป็นได้

สำหรับในฉบับภาษาไทย แปลโดย ดนัย ฮันตระกูล ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาได้อย่างสละสลวยและงดงามยิ่ง แต่ สำหรับผู้อ่านที่เป็นคนรุ่นใหม่ อาจจะพบว่ามีคำศัพท์จำนวนหนึ่งที่อาจจะไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะนักเขียนในยุคปัจจุบันไม่ค่อยได้นิยมใช้คำศัพท์เหล่านี้บ่อยนัก อาจถึงขั้นต้องค้นศัพท์ทางพจนานุกรมเพื่อความเข้าใจที่ชัดแจ้ง แต่มั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำลายอรรถรสในการอ่านแต่กลับยิ่งสะท้อนให้เห้นภาพของยุคที่อยู่ในต้นฉบับได้ด้วย

สำหรับผู้สนใจที่จะอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำแนะนำหนังสือเล่มนี้หรืออยากจะหาของกินในเมืองจีน ขอเชิญได้ที่เว็บไซด์ของผู้เขียนโดยตรง : http://www.nicolemones.com

สุทธิดา มะลิแก้ว
10 เมษายน 2556
——————————————–

lcc_cover
The Last Chinese Chef

by Nicole Mones, the author of Lost in Translation

To read the review, please go to:

http://www.nicolemones.com/books-and-articles/the-last-chinese-chef/reviews/

Click here to read excerpt:

http://www.nicolemones.com/books-and-articles/the-last-chinese-chef/excerpt/

If you want to know more about this book and other work of Nicole Mones, please check her website: http://www.nicolenomes.com


Sutthida Malikaew
10 April 2013

This entry was posted in book review and tagged , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s