กู้ 2.2 ล้านล้าน:รถไฟความเร็วสูงไทยตอบโจทย์ใคร

ทัวร์ญี่ปุ่น - รถไฟหัวกระสุน

ฉันเป็นคนต่างจังหวัด ในยามที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็เชื่อมั่นในบริการรถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื่อว่าเป็นเดินทางที่ปลอดภัย แม้จะใช้เวลานาน แต่ต่อมารถไฟไทย ทั้งช้า ไม่ตรงเวลา ไม่สะอาด ตกราง และบริการก็ไม่น่าประทับใจก็เลยไม่ค่อยได้ใช้บริการอีก ทั้งที่ใจนั้นอยากใช้บริการรถไฟในการเดินทางเป็นที่สุด ก็เลยมีบ้างที่เคยฝันเอาไว้ว่า ถ้าเราสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่โดยใช้เวลาสัก 3  ชั่วโมงนิดๆ หรือไปหาดใหญ่ใช้เวลาสัก 5  ชั่วโมง หรือคนที่อยู่โคราชนั่งรถมากรุงเทพฯใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ ชีวิตก็น่าจะดีหรือน่าจะดูหรูหราไม่น้อย และคิดว่าโดยศักยภาพแล้วประเทศไทยก็น่าจะทำได้  แต่พอตอนนี้เมื่อรัฐบาลจะทำขึ้นมาจริงๆทำไมถึงมีเสียงคัดค้านกันหนาหู รวมทั้งตัวเองที่เคยอยากได้ หลายคนก็บอกว่า ประเทศนี้มันเป็นอะไร ทำไมมีแต่คนถ่วงความเจริญของชาติ แต่ก็อย่างที่บอกว่านั่นคือฝัน แต่เรื่องจริงนั้นคงจะต้องพิจารณากันให้รอบคอบอย่างยิ่งเพราะเป็นสิ่งมีผลกระทบกับประชาชนและประเทศอย่างยิ่ง

ก่อนอื่นอยากให้คนไทยมีสติและพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะสาดถ้อยคำหรือผรุสวาทให้กันสำหรับผู้ที่เห็นด้วยเห็นต่าง ในกรณีโครงรถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลเตรียมไปกู้เงินมานั้น จะขอแสดงความเห็นประกอบการพิจารณาดังนี้

ประเด็นแรกคือ คิดว่าคงไม่มีใครคัดค้านการสร้างความเจริญให้กับประเทศและก็คงไม่มีใครคัดค้านหากเราจะมีรถไฟความเร็วสูงแบบประเทศพัฒนาแล้วหากมีความสมเหตุสมผพอที่จะทำได้ ดังนั้น เนื่องจากสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน รวมทั้งการมีทางเลือกอื่นที่สามารถทำให้เราไม่ต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นมาทำโครงการ ประเด็นการคัดค้านจึงเป็นการคัดค้านในเรื่องนี้ การคัดค้านการกู้เงิน จำนวนมหาศาลที่จะทำให้ประเทศเป็นหนี้สาธารณะที่ต้องใช้กันชั่วลูกชั่วหลาน หรือเลวร้ายกว่านั้นคืออาจทำให้ประเทศล้มละลายได้ในเวลาอันรวดเร็วจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลควรพิจารณาการใช้เงินอย่างรอบคอบ

ดังนั้น ในกรณีว่าจำเป็นที่จะต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลนั้นหรือไม่ เราอาจจะเห็นจากข่าวคราวที่มี ผู้เชี่ยวชาญหลายๆคนก็เสนอไปแล้ว และการอภิปรายในสภาก็ค่อยข้างชัดเจนว่าสามารถทำการพัฒนาระบบการขนส่งหรือสาธารณูปโภคได้โดยมีทางอื่นที่ไม่ต้องกู้เงิน ซึ่งในที่นี้จะไม่พูดซ้ำอีก เพียงแต่รัฐบาลดึงดันไม่ยอมฟังและอาศัยเสียงข้างมากเรื่องนี้ก็ผ่านสภาฯไปได้โดยไม่ยอมรับฟังเสียงคัดค้านของประชาชนซึ่งจะต้องกลายเป็นผู้ชำระหนี้ในอนาคต

ประเด็นที่สอง อยากจะชวนมาพิจารณาเรื่องความเป็นไปได้และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ว่า การคมนาคมขนส่งโดยทางรางสำหรับประเทศไทยนั้นควรจะทำอย่างไรถึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนมากที่สุด เราอาจจะต้องเริ่มตั้งต้นคิดที่ว่าในการขนส่งนั้น ปัจจุบัน เรามีการขนส่งคนและขนส่งสินค้า

มาพิจารณากันเป็นเรื่องๆก่อนว่า หากพูดถึงเรื่องขนส่งสินค้า สินค้าชนิดไหน แหล่งผลิตอยู่ที่ไหน และจะขนไปไหน ทางเลือกในการขนส่ง มีอะไรบ้าง   และเมื่อมีการชี้แจงจากรัฐบาลว่า ถ้ามีรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้วเราจะสามารถขนผักได้เร็วขึ้น ผลิตผลทางการเกษตรไม่เน่าเสียจะได้ยกระดับเกษตรกรให้ดีขึ้น ตรงนี้มีความเป็นไปได้เพียงไร

ยกตัวอย่างเส้นทางรถไฟที่ว่าจะสร้างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ นั่นหมายความว่า จะขนผักจากเชียงใหม่ ไปตลาดกรุงเทพฯ  อันดับบแรกก็คงต้องดูว่า มีผักชนิดไหนบ้างที่ปลูกได้เฉพาะภาคเหนือที่บรรดาจังหวัดในภาคกลางหรือใกล้เคียงกรุงเทพฯไม่สามารถผลิตได้ จำนวนที่ตลาดกรุงเทพฯต้องการเป็นเท่าไร และหากใช้การขนส่งด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้ว ต้นทุนการผลิตบวกค่าขนส่งแล้วราคาผักเมื่อถึงมือผู้บริโภคจะราคาเท่าไร  เป็นไปได้ว่า หากใช้บริการราคาผักคิดว่าคงจะแพงกว่าการขนส่งทางรถยนต์หรือทางรถไฟธรรมดามากกว่า  10  เท่าแน่ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้บริโภคจะเลือกซื้อหรือไม่ ผักมาถึงเร็วก็จริงก็อาจจะไม่มีผู้ซื้อก็เสียหายพอกัน และสำหรับค่าขนส่งในกรณีของสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว ที่จะมาใช้บริการซึ่งปัจจุบันนั้นใช้บริการการขนส่งทางเครื่องบินอยู่ หากคิดว่าจะมาส่งทางรถไฟความเร็วสูง คิดว่าค่าบริการก็คงจะไม่ต่างจากขนส่งทางเครื่องบินที่ใช้กันอยู่แล้วในปัจจุบันนี้ แต่ข้อได้เปรียบของเครื่องบินคือ มีหลายเที่ยวมากกว่า ไปได้ในหลายๆจุดในเวลาเดียวกัน หากใช้บริการรถไฟความเร็วสูงวันหนึ่งจะมีให้บริการได้กี่เที่ยว สินค้าบางอย่างก็อาจไม่สามารถรอใช้บริการรอบต่อไปได้ ดังนั้น การลงทุนสูงขนาดนี้ ความคุ้มค่าจะอยู่ที่ไหน นี่คือสิ่งที่ต้องพิจารณา และที่สำคัญแผนการทำรถไฟความเร็วสูงในช่วงแรกก็จะถึงพิษณุโลกเท่านั้นจึงยังไม่สามารถใช้คนสินค้าได้จริง

หากคำตอบของการทำรถไฟความเร็วสูงเพื่อประโยชน์ในการขนส่งมวลชนหรือบริการการท่องเที่ยว ให้พิจารณาว่า ราคารถไฟฟ้า ความเร็วสูงอ้างอิงจากราคาที่ต่างประเทศเคยทำมาก่อนก็คาดเดาได้ว่า ราคาอาจไม่ได้ต่างจากเครื่องบินมากนัก คนที่ต้องการความเร็วก็ยังคงใช้เครื่องบินอยู่ แต่คนที่คิดว่าจะใช้บริการรถไฟฟ้าความเร็วสูงก็คือคนที่พร้อมที่จะจ่ายค่าบริการราคาแพงซึ่งอาจมีไม่มากพอที่จะทำให้รถไฟทำกำไรได้  ตัวอย่างประเทศจีน แม้เป็นประเทศที่มีประชากรมากมายมหาศาลแต่รถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-  เซี่ยงไฮ้ ก็ยังขาดทุนในขณะที่รถไปธรรมดาของจีนผู้ใช้บริการก็แออัด เช่นเดิม นั่นสะท้อนให้เห็นถึงกำลังในซื้อของประชากรที่ไม่อาจจ่ายในราคาแพง ไทยก็เช่นเดียวกันก็ไม่แน่นักว่าจะมีผู้ที่มีกำลังในการซื้อบริการที่แพงเช่นนี้มากแค่ไหน

ถ้าเช่นนั้นทางเลือกควรจะเป็นเช่นไร  ตำตอบคืออันที่จริง  การขนส่งโดยรถไฟมีแล้วในทุกเส้นทาง แต่ประสิทธิภาพนั้นเริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากว่า นอกจากจะเป็นรถไฟรางเดี่ยว แล้วรางก็ยังเก่ามา ส่งผลให้การเดินทางทำได้ล่าช้าและมีการตกรางเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากนี้ ขนาดของรางที่มีความกว้าง  1  เมตร  มาถึงทุกวันนี้ก็ไม่ตอบโจทย์ในด้านการขนส่งที่จะเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดมาตรฐานคือ  1.45  เมตร

ดังนั้นจะเป็นไปได้ไหมที่จะพัฒนาเส้นทางรถไฟที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งอาจทำเพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในแง่ของการเดินทางของผู้คนในชีวิตประจำวัน การท่องเทียวและการขนส่งสินค้า ทั้งภายในประเทศเองและในการติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน

ตรงจุดนี้ลองนำเรื่องการเชื่อมต่อกันในอาเซียนมาพิจารณา อาเซียนตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าในปี 2015 (พ.ศ. 2558)  ที่เราจะได้เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือประชาคมเดียวกันนั้น อันที่จริงหนึ่งในเป้าหมายนั้นก็จะมีการเชื่อมเส้นทางไม่ว่าจะทางถนนหรือทางรถไฟ อันที่จริงการเชื่อมเส้นทางรถไฟอาเซียนนั้นได้ถูกนำเสนอตั้งแต่มีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนตั้งแต่ปี 1995  และมีแผนว่าจะแล้วเสร็จใน  2015  ได้มีโอกาสเข้าไปทำข่าวการประชุมในครั้งนั้นยังแอบคิดในใจว่านานจัง แต่ว่าถึงวันนี้มีความคืบหน้าพร้อมที่จะเปิดรับประชาคมอาเซียนแค่ไหน

สำหรับทางถนนดูเหมือนจะไม่เป็นปัญหาหลายประเทศก็พัฒนากันไปส่วนใหญ่ก็มีความก้าวหน้ามากแล้ว แต่ในขณะที่ ทางรถไฟ ในแผนอาเซียนนั้นมี การวางแผนเส้นทางสิงคโปร์-คุนหมิง ซึ่งหมายความจะทำให้เราสามารถเดินทางถึงยุโรปได้โดยทางรถไฟ  เพราะต่อจากนั้นก็คือคุนหมิง-ปักกิ่ง   ก็อยู่ มีแล้ว จากนั้นก็ปักกิ่ง – มอสโคว ก็มีอยู่แล้ว

สำหรับเส้นทาง สิงคโปร์- คุนหมิงนั้น อยู่ในแผนแม่บทของอาเซียน ( ASEAN Master Plan)  ซึ่งมีแผนเชื่องต่อทางรถไฟ  สิงคโปร์- มาเลเซีย-ไทย-  กัมพูชา-เวียดนาม-จีน (คุนหมิง) โดยใช้เส้นทาง

สิงคโปร์-กัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ-ปอยเปต-ศรีโสภณ-พนมเปญ- ล็อกนิงห์ (Loc Ninh)-โฮจิมินห์-ฮานอย- เหล่ากาย (Lao Cai) – เหอโขว่ (Hekou) -คุนหมิง โดยรวมทางเชื่อมต่อจากเวียงจันทน์-ท่าแขก- วุงแองห์(Vung Anh)

นอกจากนั้นไทยที่จะเชื่อมไปจีนก็มีแผนดังนี้
1. กรุงเทพฯ- เด่นชัย ( แพร่) – เชียงของ (เชียงราย) – บ่อแก้ว (ลาว) – หลวงน้ำทา- บ่อเต็น-สิบสองปันนา – คุนหมิง

2. กรุงเทพฯ –หนองคาย- เวียงจันทร์- หลวงพระบาง-หลวงน้ำทา- บ่อเต็น- สิบสองปันนา-คุนหมิง

และอีกทางเลือกหนึ่งคือ

สิงคโปร์-มาเลเซีย-กรุงเทพฯ-มุกดาหาร-สะหวันนะเขต (ลาว)หรือ นครพนม-ท่าแขก (ลาว)- ฮานอย -คุนหมิง

และเส้นทางรถไฟที่จะเชื่อมกับพม่าไปถึงคุนหมิงคือ  กรุงเทพฯ –  น้ำตก (กาญจนบุรี) – ด่านเจดีย์สามองค์ –ธันบูซายับ- ย่างกุ้ง- มันฑะเลย์- รุ่ยลี่-คุนหมิง

แผนที่อย่างคร่าวๆ การเชื่อมต่อโดยทางรถไฟ

แผนที่อย่างคร่าวๆ การเชื่อมต่อโดยทางรถไฟ

ทางรถไฟส่วนใหญ่ไทยก็มีเกือบครบจะสร้างเพิ่มไม่กี่เส้นทาง แต่ปัญหาของไทยในขณะนี้คือรางจะไม่ได้มาตรฐานที่ประเทศอื่นได้ปรับเป็นรางกว้าง 1.45 ตารางเมตร ไปหมดแล้ว

ดังนั้น การดำเนินโครงการด้านการขนส่งโดยทางรางที่หากกู้เงินมาจำนวนมหาศาลขนาดนั้น (ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องกู้)  สิ่งที่ควรทำคือควรที่จะนำงบประมาณหรือเงินกู้นั้นมาปรับปรุงให้การเดินรถไฟไทยให้ เป็นรางคู่ทั่วประเทศ โดยให้เป็นรถไฟธรรมดาที่มีความเร็วประมาณ 150  กิโลเมตรต่อชั่วโมง และให้เป็นสายที่เชื่อมต่อกับสายอาเซียน และปรับปรุงคุณภาพในการบริการให้ดีขึ้นทั้งรถไฟโดยสารและรถไฟขนส่งสินค้า เชื่อว่านี่จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการของคนในประเทศแน่นอน แต่หากยังคงคิดจะทำรถไฟความเร็วสูงที่ภาคเหนือไปถึงแค่พิษณุโลก ภาคใต้ไปแค่หัวหิน ก็นึกไม่ออกว่านี่จะตอบโจทย์ใคร และในที่สุดในอนาคตอาจมีการตรวจสอบกันให้วุ่นวายและมีเหตุให้ยุติโครงการแบบโครงการโฮปเวลล์ที่ยังคงทิ้งเสาซีเมนต์เอาไว้ให้เห็นเป็นอนุสรณ์สถานแห่งการคอร์รัปชั่นอยู่เท่าทุกวันนี้  โดยที่ต้องสูญเสียงบประมาณไปแล้วหลายหมื่นล้านโดยที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยมีแต่ความทุกข์ระทมกับการจราจรที่ยังสาหัสอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนผู้มีส่วนในการโกงกินนั้นก็ล้มหายตายจากกันไปแล้วหลายคนโดยเสาสักต้นก็ไม่ได้เอาไปด้วย

th hispeed train plan

หากแม้นว่า ไม่คิดจะทำอะไรกับรถไฟที่มีอยู่เดิม ก็มีทางเลือกให้อีกทางหนึ่งคือนำมาโปรโมตการท่องเที่ยวโดยรถไฟที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกก็แล้วกัน ดูท่าจะรุ่งอยู่ไม่น้อย มีเพื่อนคนหนึ่งเคยเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า มีแฟนเป็นชาวญี่ปุ่น วันหนึ่งเขาพาสาวไปเที่ยวเชียงใหม่ โดยรถไฟ หลังจากจบทริปหญิงสาวชาวญี่ปุ่นบอกว่า ขอบคุณมากนะ ประทับใจมากที่ได้มีโอกาสท่องเที่ยวด้วยรถไฟโบราณเพราะตัวเองเกิดไม่ทันรถไฟแบบนี้ในญี่ปุ่น แล้วก็บอกต่ออีกว่า เดี๋ยวกลับมาอีกครั้งจะพายายมาเที่ยวด้วย จะได้ให้ยายนั่งรถไฟรำลึกอดีต ยายคงดีใจแน่ๆ  ( ฮา)
รถไฟไทย

สุทธิดา มะลิแก้ว
4 เมษายน 2556

This entry was posted in opinion and tagged , , , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s