เส้นทางชีวิตที่ขรุขระของขันทีคนสุดท้าย

โลกนี้ดูจะไร้ความปราณีมากกว่ามีน้ำใจหากถือเอาชีวิตของ “ซุนเย่าถิง” ขันทีคนสุดท้ายในประเทศจีนเป็นตัววัด “ซุนเย่าถิง” เกิดมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนข้นแค้นยิ่ง ในช่วงชีวิตที่อยู่ในตำบลบ้านเกิดนั้นถูกเจ้าที่ดินกลั่นแกล้งจนอยู่ไม่ได้ แต่เดิมนั้นเขาเป็นคนที่ศรัทธาในพุทธศาสนาและคิดจะเอาดีทางธรรม แต่ด้วยความยากลำบากของครอบครัว  เขาจึงจำเป็นต้องยอม “เจี๋ยน” อวัยวะสำคัญเพื่อที่จะเข้าไปเป็นขันทีรับใช้อยู่ในวังด้วยหวังว่าครอบครัวของเขาจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อาจมีบ่อยครั้งที่ผู้คนห็นภาพลักษณ์ของขันทีในแง่ลบในฐานะของพวกทรงอิทธิพลในวังของจีนและมีจิตใจมักใหญ่ใฝ่สูง ดังตัวอย่าง สิบขันทีในสามก๊กที่ตั้งหน้าตั้งตาจะยึดครองอำนาจในราชสำนักของพระพระเจ้าเล้นเต้  และสร้างความวุ่นวายไปทั่วราชสำนัก ทว่า ชีวิตของขันทีอย่าง “ซุนเย่าถิง”  ขันทีคนสุดท้ายของจีนนั้นกลับมีอะไรที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับขันทีเหล่านั้น

หนังสือเรื่อง “ขันทีคนสุดท้าย” หรือ  The Last Eunuch in China ที่เขียนโดย หลิงไห่เฉิง และถูกนำมาแปลภาษาไทยโดย เรื่องชัย รักศรีอักษร ตั้งแต่ปี 2003  ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวให้เห็นถึงชีวิตที่ผกผันของ “ซุนเย่าถิง”ซึ่งเป็นขันทีคนสุดท้ายของจีน นับตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ และการก้าวเข้าไปสู่การเป็นขันที และชีวิตหลังจากการขันทีรับใช้ในราชสำนัก

หนังสือเล่มนี้นอกจากบรรยายให้เห็นสังคมของขันทีในราชสำนักจีน ( รวมทั้งวิธีการ “เจี๋ยน” อวัยวะเพศ) แล้ว ยังให้ข้อมูลเรื่องของนางในและประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นโดยผ่านมุมมองของขันทีผู้นี้ ที่มีโอกาสรับใช้ใกล้ ชิดกับ ปูยี จักรพรรดิ์องค์สุดท้าย และ เปิดเผยความลับบางอย่างของจักพรรด์ปูยี และ มเหสี รวมทั้งได้สอดแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล หรือการเฉลิมฉลองต่างๆของจีนในยุคนั้นลงไปอย่างน่าสนใจยิ่ง

มีเรื่องตลกร้ายอยู่ตอนหนึ่งสำหรับชีวิตของ “ซุนเย่าถิง” ก็คือ จากการที่เขาเป็นคนยากจนไม่มีที่ดินทรัพย์สินใดๆจึงถูกกลั่นแกล้งและ กดขี่ข่มเหงเอาเปรียบต่างๆนานา จนทำให้ต้องมากลายเป็นขันที ครั้นเมื่ออยู่ในวังในฐานะขันทีชั้นต่ำก็ไม่ได้มีอำนาจวาสนามากนัก และ เมื่อหลังการปฎิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครงนั้น หลังจากที่จีนทำสงครามและขับไล่ญี่ปุ่นออกไปได้แล้ว รัฐบาลเริ่มทำการยึดที่ดินเข้ามาเป็นของรัฐ ซุนเย่าถิง เข้าไปดูแลเป็นคนเฝ้าที่ดินที่ให้คนได้มาอาศัยหลบภัยในช่วงสงคราม ในการทำทะเบียน เขาถูกจารึกชื่อว่าเป็น “ เจ้าของที่ดิน” อันที่จริงเกิดจากการบันทึกผิดพลาด แต่ซุนเย่าถิงไม่ได้ทักท้วง แทนที่จะเป็นเรื่องดี แต่ปรากฎว่า เขากลับถูกประณามและถูกลงโทษต่างๆนานา สู่สภาวะไร้อำนาจเช่นเดิม ดูเหมือนชะตากรรมไม่ได้กำหนดให้เขาเป็นอะไรที่ถูกที่ถูกทางเลย จนกระทั่งเมื่อเขาสามารถพิสูจน์ตนได้ว่า เขาเป็นแค่คนจนๆคนหนึ่งไม่ใช่เจ้าของที่ดิน เขาจึงได้รับเกียรติเป็นครั้งแรกของชีวิต

กล่าวโดยสรุป หนังสือเล่มนี้ได้บอกเล่าสถานการณ์ทั้งด้าน การเมือง เศรษฐกิจ สังคมของจีนในยุคก่อนจักรพพรดิ์องค์สุดท้ายจนกระทั่งถึงเวลาที่จีนได้เข้าสู่การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์โดยสมบูรณ์ ได้สาระแต่สนุกสนานและมีเกร็ดความรู้ต่างๆมากมาย จึงเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผู้ที่สนใจในเรื่องราวประวัติศาสตร์จีนควรอ่านและหากจะอ่านพร้อมกับเปรียบกับเรื่องราวของจักรพรรดิ์องค์สุดท้ายไปด้วยก็จะเพิ่มอรรถรสและสาระยิ่งขึ้น

This entry was posted in book review and tagged , . Bookmark the permalink.

3 Responses to เส้นทางชีวิตที่ขรุขระของขันทีคนสุดท้าย

  1. 617456 says:

    เรื่องราวน่าจะรันทดอยู่ไม่น้อยนะครับ…

  2. sasithorn says:

    น่าสนใจ ชักอยากอ่านแล้วซิ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s