Cooking on My Own Imagination 3

หมูโคะ
14358765_10154084716409032_1635037049565011952_n

มาแล้วๆ  Cooking on My Own Imagination  แต่ว่าจานนี้ไม้ได้คิด แต่ไปลอกสูตรจาก “แม่อบเชย” มาพอดี search  เจอ และแม่อบเชยก็บอกว่าอันนี้เป็นสูตรสงขลา แต่ที่ต่างจากแม่อบเชยอยู่นิดหน่อยตรงที่เมื่อปรุงเสร็จแล้ว ตามขั้นตอนที่กำลังจะเล่าให้ฟังข้างล่างนี้ ทางเราได้โรยพริกไทยลงไปด้วยเพื่อความเข้มขึ้นขึ้น แต่แม่อบเชยไม่ได้ใส่ เอาละ มาดูวิธีการปรุงกัน ตามลำดับในภาพนี้เลย

14379967_10154084716344032_5915476456289001218_o
ตามภาพที่ 1 เครื่องปรุงและขั้นตอนทั้งหมดอยู่ในนั้นแล้ว แต่จะเขียนรายละเอียดให้อีกหน่อยละกัน
1.หมูสามชั้น
เน้นที่มีเนื้อแดงเยอะกว่าเนื้อขาว หรือบางคนอาจใช้เนื้อแดงติดมันก็ได้แต่แดงล้วนจะไม่นุ่มเท่าสามชั้น
2. หอมแดง
3.กระเทียม
4. น้ำตาล
สูตรแม่อบเชยใช้น้ำตาลโตนดแต่อันนี้คือน้ำตาลมะพร้าว ไม่ควรใช้น้ำตาลทรายเพราะจะหวานแหลมและไม่หอม อันนี้ใส่ไม่มากเพื่อตัดความเค็มเท่านั้น
5. กะปิ ควรชิมกะปิก่อนว่าเค็มมากหรือไม่ เพื่อกะปริมาณ เคล็ดลับความอร่อยของหมูโคะนี้อยู่ที่การใช้กะปิดี คือกะปิที่มีความละเอียดและไม่เค็มมาก กลิ่นดี ที่ใช้วันนี้ เป็นกะปิจากชุมชน ปากบาง อ.เทพา สงขลา เป็นกะปิชั้นดีที่ครอบครัวเรากินกันมาตั้งแต่จำความได้

ขั้นตอนการปรุงคือ เจียวหอมกระเทียม (ที่หั่นเอาไว้ สังเกตคำว่าหั่นนะคะ ไม่ซอยคะ ไม่ต้องละเอียดขนาดนั้น) จนพอหอมๆแล้ว เอากะปิลงไปผัด แล้วใส่หมูลงไป ผัดจนเกือบสุกใส่ น้ำลงไป พอหมูสุกใส่น้ำตาลลงไปคนให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้อย่างนั้น จนนำแห้ง และผัดต่อ อีกนิดจนได้สีสันสวยงามเช่นนี้ ก่อนใส่จานหากกลัวอ้วน (แต่คงไม่ทันแล้ว)ก็ซับน้ำมันออกเล็กน้อย แต่นี้แหละ …เอาข้าวสวยร้อนๆมา เหมือนสวรรค์ทรงโปรดเลยทีเดียว

และเพิ่มเติมอีกหน่อยคือจะเอามาทำเป็นกับข้าวหรือกับแกล้มก็ไม่ผิดระเบียบ และเพิ่มเติมให้สักนิดเพื่อความสมบูรณ์คือน้ำจิ้มเด็ด ดังสูตรและวิธีการปรุงต่อไปนี้
ใบผักชี พริกขี้หนูสดและเกลือ ตำเข้าด้วยกันจนละเอียด แล้วเอามาใส่หอมซอยคลุกเค้าให้เข้ากัน บีบมะนาว เติมน้ำตาลเพื่อตัดความเค็มแหลมเล็กน้อย (ข้อย้ำนิดเดียวจริงๆห้ามให้หวานนำเชียวนะ)  แค่นี้ก็ได้น้ำจิ้มรสเด็ดมากินกับหมูโคะอร่อยๆของเราแล้ว

Enjoy your meal everyone!

Posted in lifestyle | Tagged , , | Leave a comment

บทเรียนจาก Breaking Bad

breaking-bad

เป็นซีรีส์ที่มีความยาวต่อเนื่องถึง  5   seasons ที่จบลงไปนานแล้ว เป็นซีรี่ส์ที่น่าสนใจมากเป็นการนำเสนอให้เห็นถึงวงการที่เกี่ยวข้องยาเสพติดในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ คนปรุงยา พ่อค้ารายใหญ่ เด็กเดินยา จนกระทั่งถึงเหล่าพวกเสพยาที่ติดหนักจนถูกเรียกว่าขี้ยา รวมทั้ง ตำรวจปราบปรามยาเสพติดและศูนย์ฟิ้นฟูผู้ใช้ยา  เห็นทั้งการใช้ชีวิต การผลิต การต่อรอง การหักหลัง การวางแผนต่อสู้ การปราบปราม ในแง่ของงานโปรดักส์ชั่นจัดเป็นละครที่องค์กรประกอบสมบูรณ์มากทั้งบท ฉาก  สถานที่ สีสัน เพลงประกอบ รวมไปถึงการแสดงของนักแสดงในเรื่องจัดได้ว่าผ่านหมดให้คะแนนในระดับ 9  เต็ม 10 ได้เลย  โดยได้นำเสนอผ่านเรื่องราวของวอลเตอร์ ไวท์ ครูสอนวิชาเคมีในโรงเรียนมัธยมที่แสนธรรมดาที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตยาและพ่อค้ายาที่แสนจะโหดเหี้ยมหลังพบว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นมะเร็งในขณะที่อายุเข้าเลข 5 และแทบจะไม่เหลือเงินอยู่ในธนาคารเลย ทำไมเขาต้องทำเช่นนั้นและเรื่องราวของเขาเป็นอย่างไรต่อจากนั้น คงไม่ขอเล่าในที่นี้เกรงจะเป็นการทำให้เสียอรรถรสสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูเผื่อคิดจะดูสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่จะเขียนถึงในที่นี้คือ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากตัวละครที่ชื่อวอลเตอร์ ไวท์และเนื้อจากโดยรวมของเรื่องนี้

ละครเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นในหลากหลายมุมมาก เริ่มจากประเด็นของแวดวงยาเสพติด สามารถเข้าไปได้อย่างง่ายแต่จะถอนตัวออกมายาก หลายคนไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นคนไม่ดีเพียงแต่พลาดท่าหลุดเข้าไป แม้จิตใจดังเดิมจะดีแค่ไหนแต่ก็มีโอกาสที่จะทำเรื่องที่แย่ๆมากขึ้นกว่าเดิมไปเรื่อยๆ ในระดับหัวหน้าใหญ่ หรือผู้ค้ารายใหญ่ที่เป็นตัวจริงจะไม่เสพยา มีแต่พวกเด็กเดินยาระดับล่่างเท่านั้นที่เสพด้วยขายด้วย และพวกเสพยาระดับล่างนั้นหากตายไปก็ตายไปอย่างไร้ค่า และน้อยมากที่จะมีคนเห็นความสำคัญของการสูญเสียนี้  แต่ส่วนระดับหัวหน้าก็อยู่กันด้วยความหวาดระแวงซึ่งกันและกันและมีการหักหลังฆ่ากันเองตายมากกว่าการถูกเจ้าหน้าที่จับได้เสียอีก  พวกพ่อค้ารายใหญ่ ผู้ผลิตหรือใครที่ทำรายได้อย่างมหาศาลจากการค้ายาเสพติด สุดท้ายแล้วก็ไม่่ได้ใช้เงินมหาศาลเหล่านั้นอย่างเป็นสุขหรือไม่ได้มีชีวิตที่ดีดังตั้งใจ เพราะต้องระมัดระวังต้องการถูกตามล่าจากทั้งเจ้าหน้าที่และเหล่าผู้ค้ายาด้วยกันเอง คนที่อยู่ในแวดวงนี้ในทุกระดับชั้นแม้อยากพูดความจริงแค่ไหนก็ทำไม่ไม่ได้เนื่องจากเป็นการทำเรื่องผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่มักจะโกหกครอบครัวและคนใกล้ชิด และการโกหกจะเป็นไปอย่างไม่สิ้นสุดจนกว่าจะถึงวันที่ถูกจับได้  และการเข้ามาอยู่ในวงการยาเสพติดนี้จะไม่ใช้เป็นแค่ผู้ผลิตหรือจำหน่ายหรือแค่เสพอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แต่มีโอกาสของการก่อาชญากรรมต่อเนื่องได้ๆม่ว่าจะในระดับเล็กหรือระดับใหญ่ ตั้งแต่การขโมย การฆ่าเพราะหักหลังกันเอง การฆ่าคนอื่นเพื่ิปิดปากที่เห็นตนเองกระทำความผิด

คนที่คิดว่าตนเองมีความตั้งใจจะหารายได้เข้าสู่ครอบครัวเพื่อทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการนำหายนะมาสู่ครอบครัวและคนรอบข้างมากกว่าและไม่มีใครยินดีด้วยนักหากรู้ว่าเงินที่ได้มาคือเงินเปื้อนเลือด

ในแง่ของความเป็นมนุษย์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การที่คนเรามีปมด้อยบางอย่างอยู่ในใจ และพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ตัวเองเป็นหนึ่งหรือได้รับการยอมรับในทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่ทุกคนที่จะเลือกทางดี อย่างเช่นตัวละครในเรื่องนี้ เขารู้สึกด้อยค่าเมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน ทั้งๆที่เขานั้นเป็นคนเก่งวิชาเคมีมาก แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆใรชั้นแล้วเขาดูเหมือนประสบความสำเร็จน้อยที่สุด (ในแง่ของการยอมรับและเป็นที่รู้จักทางสังคม) ดังนั้น เขาจึงนำความสามารถทางเคมีมาผลิตยาไอซ์ซึ่งกลายเป็นไอซ์ที่ชั่้นหนึ่งที่ยังไม่เคยมีใครผลิตได้ในเกรดนี้ ที่ทำให้ภูมิใจกับความสำเร็จนี้ และ นอกจากนี้เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าคนเราบางทีก็พร้อมจะ “ดีแตก”ได้ทุกวัยไม่ใช่เฉพาะในช่วงวัยรุ่น

อีกประเด็นหนึ่งของความเป็นมนุษย์ คนบางคนที่จิดใจดี อ่อนโยนแต่ขาดที่พึ่งทางใจก็ทำให้เดินทางผิดพลาดง่าย รวมทั้งอาจถูกคนอื่นอาศัยจุดอ่อนนี้ทำให้ติดกับอยู่กับแวดวงยาเสพติดที่หลุดออกมาไม่ได้ ดังตัวละอีกหนึ่งตัวละครชื่อเจสซี่ ที่เป็นเด็กคนหนึ่งที่่พ่อแม่ไล่ออกจากบ้านเนื่องจากเขาเสพยา ซึ่งจริงๆเขาเป็นเด็กที่มีจิตใจอ่อนโอนแต่ขาดที่พึ่งทางใจ เขาเจอกับวอลเตอร์ ไวท์ ซึ่งเป็นอดีตครูที่ชักนำให้เขาเข้าร่วมการผลิตยา จากเดิมที่เขาแค่เสพและเดินยาเล็กๆน้อยๆ แต่ครั้นคิดจะเลิกเขาก็ถูกปั่นหัวโดยการใช้วิธีการอันแยบยลของวอลเตอร์ และเขาขาดโอกาสที่จะได้ทำดีแม่แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยให้โอกาสนั้นกับเขา

ยังมีอีกหลายๆประเด็นที่สามารถดูแล้วคิดตามได้จากซีรีส์เรื่องนี้ แต่ขอกล่าวโดยสรุปตรงนี้ว่า ซีรีส์  Breaking Bad ซี่รีส์ที่แม้จะยาวแต่ก็มีความน่าติดตามน่าสนใจทั้งในแง่เนื้อหาและโปรดักชั่น มีคอซีรีส์ฝรั่งถกเถียงกันว่าระหว่างเรื่องนี้กับ Game of Throne  เรื่องไหนดีกว่ากัน ถ้าดูเอามัน มีจินตนาการและมีความแฟนตาซีก็ต้อง  Game of Throne  แต่ถ้าดูแล้วรู้สึก “จริง” กว่าและใกล้ตัวกว่าทำให้เข้าถึง และ “อิน” ได้มากกว่าต้องให้  Breaking Bad

Posted in lifestyle, opinion | Tagged , , | Leave a comment

Will the First Ever Transgender MP Be the One and Only in ASEAN?

The predominantly Catholic nation of the Philippines recently took an historical step by electing a transgender woman, Geraldine Roman, to the House of Representative in May 2016. She is not only the first transgender woman to be come a Member of Parliament in the Philippines, but in the entire Southeast Asia. Will this unprecedented event translate in greater acknowledgement and acceptance for Lesbian, Gay, Bisexual, and Transgender (LGBT) people? Will it inspire other countries in ASEAN to recognize LGBTrights?
Click the link below to read more.

Geradine Roman เป็นสตรีข้ามเพศคนแรกที่ได้เป็น สส. ในรัฐสภาของประเทศฟิลิปินส์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคนแรกของ อาเซียน แล้วต่อจากนี้เราจะเห็นกลุ่มคนที่เป็นความหลากหลายทางเพศในอาเซียนจะมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นหรือไม่ และสิทธิของกลุ่ม LGBTQI เป็นอย่างไรบ้าง ในASEAN บทความน่าสนใจ เชิญอ่านค่ะ

Will the First Ever Transgender MP Be the One and Only in ASEAN?

Posted in opinion | Tagged , , , | Leave a comment

Vietnamese Labour Migrant Workers: A New Nexus in Thailand-Vietnam Relations

Go to this link for this story

Vietnamese Labour Migrant Workers: A New Nexus in Thailand-Vietnam Relations

Posted in opinion | Tagged , , , , | Leave a comment

40 ปีความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม : ก้าวสู่ประเด็นแรงงานข้ามชาติ

แม้มุมมองการบริหารจัดการทางกฎหมายจะมองการเพิ่มขึ้นของจำนวนแรงงานเวียดนามที่ลักลอบเข้ามาทำงานว่าเป็นปัญหา แต่หากมองในมิติความสัมพันธ์อาจจะตีความได้ว่าตัวเลขเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

ย้อนไปตั้งแต่ จากเดิมในยุคสงครามเย็นที่เคยอยู่กันคนละฝ่ายในระดับรัฐบาลและมีความระแวงคลางแคลงใจกันในระดับประชาชน จนกระทั่งช่วงต้นๆของการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกันอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่ก็มีช่วงความสัมพันธ์ที่ขรุขระหรือลุ่มๆดอนๆอยู่ในระยะเริ่มต้น *(ดูล้อมกรอบลำดับเหตุการณ์ฯ) ความใกล้ชิดกันของผู้คนทั้ง 2 ประเทศก็ยากจะเห็น มาถึงวันนี้ ระยะเวลา 40 ปีของความสัมพันธ์ระหว่างกัน ก็เกิดปรากฎการณ์ใหม่ที่เราสามารถเห็นชาวเวียดนามเข้ามาอยู่ในประเทศได้อย่างกลมกลืนไปกับคนไทยอย่างปกติโดยไม่มีความหวาดระแวงกัน นี่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามก็พัฒนามาไกลทีเดียวโดยเฉพาะในส่วนของประชาชน ส่วนกรณีของความเป็นรัฐชาติและกฎหมายนั้นก็คงต้องอาศัยความร่วมมือกันในฐานะมิตรประเทศที่ดีในการช่วยกันแก้ปัญหาและพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกันต่อไป

อ่าน เรื่องราวทั้งหมดได้ จาก 2 ลิงค์นี้ ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2
http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9590000057040
http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9590000058486

Posted in opinion, Uncategorized | Tagged , , , , | Leave a comment

สวนละอองฟ้า: มากกว่าความเป็นสวนทุเรียน

คุณชาตรี

คุณชาตรี เจ้าของสวนกับสาธิตการแกะทุเรียน ลูกนี้คือทองสมพงษ์ Photo cr. Yindee Lertchareonchok

“ชิมกันค่ะ นี่แดงสาวน้อย นี่นมสดค่ะ นี่ชะนี” ในช่วงสายของวันอาทิตย์ทันทีที่พวกเราเข้าไปถึงคุณแดงภรรยาของคุณชาตรีเชื้อเชิญและแนะนำให้พวกเราได้รู้จักกับสิ่งใหม่ๆในชีวิต ในขณะที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่เราเรียกชื่อเล่นๆของเขาว่าเจ กำลังขมีขมันแกะทุเรียนให้พวกเราได้ชิมกันที่สวนละอองฟ้า ณ.บ้านเขาทุเรียน อำเภอเมือง นครนายก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้มาที่สวนละอองฟ้าแต่ครั้งนั้นมาแค่ทำความรู้จักกับเจ้าของสวนและไม่ใช่หน้าทุเรียน แต่ในการมาครั้งนี้ทำให้ได้พบกับความแปลกใหม่และความพิเศษหรือน่าทึ่งอยู่หลายประการทีเดียว อย่างแรกเลยก็ เริ่มต้นที่ชื่อที่คุณแดงแนะนำข้างต้นนั้นล้วนคือชื่อของทุเรียนพันธุ์ต่างๆที่วางอยู่ตรงหน้าของเรา ที่จะต้องขอบอกตามตรงว่า รู้จักแค่ชะนีอย่างเดียว นอกเหนือจากชื่อเหล่านี้แล้ว แต่ยังมีอีกหลายๆชื่อตามเข้ามาให้ชิมกัน เช่น ละเวง ฟักข้าว ชายมังคุด ทองสมพงษ์ ทองรมธาร และ ละอองฟ้า อันเป็นที่มาของชื่อสวน แต่ที่นี่ไม่ได้มีทุเรียนเพียงเท่าชื่อที่เอ่ยถึงนี้แต่มีอีกไม่น้อยกว่า 50  พันธุ์ ทั้งเป็นพันธุ์โบราณดั้งเดิมที่หาได้ยากแล้วในวันนี้และพันธุ์ที่ทางสวนนี้คิดขึ้นมาใหม่ แน่นอนว่าที่พบได้ในท้องตลาดทั่วไปคือ ชะนี หมอนทอง ก้านยาวก็รวมอยู่ด้วย โดยทุเรียนแต่ละพันธุ์ก็มีความแตกต่างกันออกไปทั้งที่มาที่ไปและรสชาติ

นมสด-edit

นมสด

“อย่างนมสด นี่ตอนกินถ้าจะอมไว้ในคอก่อนจะกลืนก็จะมีรสชาติที่รู้สึกได้ว่าคล้ายๆนมสดอยู่ในคอ” เจชายหนุ่มจากเยาวราชผู้หลงใหลในความมหัศจรรย์ของทุเรียนอธิบายถึงวีการกินที่ให้ได้รสชาติที่แท้ของทุเรียนพันธุ์นมสด และ เจ ก็เป็นอีกหนึ่งในความน่าทึ่งที่ได้เจอในสวนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน เจไม่เพียงจะปอกทุเรียนให้ชิมแต่เขารู้จักทุเรียนแต่ละชนิดอย่างลึกซึ้ง ถามว่าเจเรียนเกษตรมาหรือก็ไม่ใช่ เจไม่ใช่ชาวสวน เจเกิดมาในครอบครัวชาวจีนทำธุรกิจกับครอบครัวอยู่ที่เยาวราชแต่หลงไหลในทุเรียนและมีลิ้นเพื่อการชิมทุเรียนและรู้จักทุเรียนอย่างดีและทุเรียนทุกลูกที่เราได้ชิมกันเจแนะนำชื่อสายพันธุ์อธิบายความพิเศษของแต่ละชนิดได้อย่างดี ก็ไม่ได้สอบถามว่าเจและคุณชาตรี เจ้าของสวนได้มาพบปะและได้มาเป็นเพื่อนมิตรสนิทกันได้อย่างไรหรือนานแค่ไหนแล้ว แต่คุณชาตรีบอกว่าตอนนี้ขอตั้งให้ “เจ คือ curator  ของสวนทุเรียนแห่งนี้” ( Curator หรือ ภัณฑารักษ์   ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นอย่างดี เรามักได้ยินศัพท์คำ curator  ในเรื่องของงานศิลปะ)

ชายมังคุด

เจ โชว์ขนาดของชายมังคุดให้ดู แต่นี่ไม่ใช่ขนาดเต็มวัยเนื่องจากร้อนมากเลยเร่งสุก

แดงสาวน้อย

แดงสาวน้อย photo cr.Wasna Mamachick

เจบอกต่อว่า ถ้าก่อนที่จะกินทุเรียน หากเราจะดมกลิ่นก่อนแล้วค่อยกิน ตอนอยู่ในปากนี่ก็ค่อยละเมียดละมัยเคี้ยวและสัมผัสรสชาติไป ก็จะพบว่าแต่ละลูกนั้นมีกลิ่นและรสชาติที่เฉพาะตัวมากๆ และได้สัมผัสเนื้อของทุเรียนก็จะเป็นคนละแบบกัน และแล้วก็จริงดังว่า การมาสวนทุเรียนในครั้งนี้จะทำให้นี่การกินทุเรียนของเราไม่ธรรมดาอีกต่อไป ที่สำคัญเราก็พบว่า ไปๆมาๆ การชิมทุเรียนนั้นก็ต้องมีความละเมียดละไมไม่ต่างอะไรกับการชิมไวน์เลยทีเดียว นี่คือสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้หรือลองทำ

ทองสมพงศ์

ทองสมพงษ์

ในเหล่าบรรดาทุเรียนพันธุ์ต่างๆที่บอกไปตั้งแต่ตอนต้นนั้น แต่ละลูกล้วนมีรสชาติ สีและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งสิ้น อย่างเช่น ชะนี รสชาติหวานจัดหน่อยและมีเนื้อเนียนละเอียด ฟักข้าว มีรสชาติหวานมันกลิ่นไม่ต่อยฉุน ชายมังคุด มีรสชาติหวานมัน เนื้อหยาบแต่กลิ่นไม่ฉุน ทุเรียนนมสด มีรสชาติสมชื่อเพรามีรสชาติคล้ายนมสด อร่อยหอมหวาน มีลักษณะเนื้อทุเรียนเหมือนเนื้อครีมอีกด้วย และ ละอองฟ้าเป็นทุเรียนกลิ่นอ่อน เมื่อสุกงอมเนื้อจะยังคงความแข็งอยู่ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานทุเรียนแบบกลิ่นอ่อนๆเนื้อไม่เละ จากการชิมพบว่าละอองฟ้าความที่มีเนื้อที่ละเอียด หอม นุ่ม ของละอองฟ้านั้น หากเปรียบเป็นไวน์ เรียกได้ว่า “full body” เลยทีเดียว สำหรับทุเรียนพันธุ์ละอองฟ้า (ซึ่งที่มาของสวนละอองฟ้า)ได้มาจากการเพาะเมล็ด โดยนายชม โสวรรณตระกูล -หลังปี 2508 มีผู้สันนิษฐานว่าจากรูปทรงภายนอกและเนื้อภายใน ละอองฟ้าน่าจะเกิดจากการผสมพันธุ์โดยธรรมชาติระหว่างพันธุ์หมอนทองและพันธุ์ก้านยาว พันธุ์ทองแดง เกิดเป็นพันธุ์หมอนละอองฟ้า หรือละอองฟ้าขึ้น ในขณะที่ทองสมพงษ์ ซึ่งเป็นพันธุ์หายากตั้งชื่อตามคนที่เพาะเมล็ดเช่นกัน ตอนนี้ก็มีอยู่แค่ 2  ต้นในสวนและเชื่อว่าไม่มีที่สวนไหนอีกและที่นี่ปีนี้ก็เพิ่งออกมา 4  ลูกแรก ใครได้ชิมก็นับว่าเป็นบุญปากแท้ๆ สีสันของทองสมพงษ์นั้นจะมีสีเข้มคือออกเป็นสีทอง เนื้อหนานุ่มและรสชาติหวานๆมันๆ

ละอองฟ้า

ละอองฟ้า

ส่วนความน่าทึ่งหรือพิเศษสุดๆของสวนแห่งนี้ก็คือคุณชาตรี ที่ชื่อเต็มๆเขาคือชาตรี โสวรรณตระกูล จากนักเรียนช่างศิลป์มาสู่ความทำงานศิลปะเป็นศิลปินช่างเขียนภาพที่ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนั้นจะผกผันมาทำสวนทุเรียนไปได้และเมื่อเข้ามาทำแล้วเขากลับค้นพบบางเรื่องราวความไปไปในในชีวิตและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง

การเข้ามาทำสวนแห่งนี้เริ่มต้นที่เขาได้รับมรดกมาจากพ่อของเขาคือคุณชม โสวรรณตระกูลมาประมาณ 30 ไร่  พร้อมกับทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองต่างๆที่พ่อได้นำมาปลูกไว้หลายสิบชนิด ตอนเขาเข้ามาเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องอยู่กับธรรมชาติก็รู้สึกไม่อยากฆ่าสัตว์ เขาอยากให้ทุกอย่างอยู่ด้วยการพึ่งพิงและอาศัยกันไปตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงทำให้เกิดสวนที่มีความพิเศษคือเป็นการปลูกทุเรียนแบบไม่ใช้ปุ๋ย แต่เป็นการปลูกเชิงนิเวศน์ ปลูกโดยปลอดสารพิษ และปล่อยให้ออกผลผลิตตามธรรมชาติ ต่างจากอีกหลายสวนที่กำหนดวันเวลาของผลผลิตตามที่ท้องตลาดต้องการ และใช้สารเคมีจำนวนมาก นอกจากนี้ยังปลูกสลับแถวกับต้นไผ่สูงละลิ่วล้อมรอบสองข้างทาง ต้นกล้วย เงาะ สับปะรด จนเห็นความยิ่งใหญ่ของสวนทุเรียนหลากหลายต้นสูงต่ำสลับกันไป  ชาตรีเคยถูกคัดค้านจากคนแวดล้อมเพราะว่าการปลูกโดยไม่ใช้ปุ๋ยนั้นมันไม่ค่อยทำรายได้ในเชิงเศรษฐกิจแต่เขาไม่ยอมเปลี่ยนและยังเชื่อมั่นในวิธีการปลูกโดยการให้ธรรมชาติอยู่ด้วยกันและเขาอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรเช่นนี้ แม้ในช่วงเริ่มต้นสวนจะไม่ทำรายได้ก็ตาม

ต้นทุเรียน

สูงสุดสอยโตตามธรรมชาติ

“หาเงินมาทำงาน ไม่ได้ทำงานหาเงิน” ชาตรี โสวรรณตระกูล เจ้าของสวนทุเรียนละอองฟ้า กล่าวว่านี่คือคำพูดที่พ่อเขาเคยพูดและเขาไม่เคยเข้าใจ จนกระทั่งหลายๆปีต่อๆมา หลังจากที่พ่อเสียชีวิตลงและเขาได้รับมรดกเป็นสวนทุเรียน ศิลปินอย่างเขาที่ เรียนจบช่างศิลป์มา ยังไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับทุเรียน วันหนึ่งจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับสวนทุเรียน ที่มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ และเขาก็รักมันทุกต้น ได้ผสมผสานชีวิตตัวเองเข้ากับธรรมชาติอย่างกลมกลืน และเขาได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ การเข้ามาอยู่ในสวนนี้ ทำให้ค้นพบว่า การมาเป็นมนุษย์นั้น เรามาเพื่อทำภารกิจบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนทุเรียนนี้ ก็เหมือนงานศิลปะแบบ installation  คือวางให้ถูกที่ถูกทาง”
และนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เขาก็อยู่ร่วมกับธรรมชาติและทุเรียนมาร่วม 20  ปีแล้ว มีเรื่องราวมากมายที่จะพูดถึงระหว่างเขากับทุเรียนและสวนแห่งนี้ที่ซึ่งทำให้เขาเชื่อมั่นว่า ภารกิจของเขาคือการทำทุเรียนให้เป็นที่รู้จักและทุเรียนไม่ใช่แค่ผลไม้ธรรมดาชนิดหนึ่งแต่ “ทุเรียนคือวัฒนธรรม” ชาตรีกล่าว

สุทธิดา มะลิแก้ว
23/05/2016

Image | Posted on by | Tagged , , , , , | Leave a comment

Shakespeare English

13076884_10153724661589032_1197032414039972799_n

Photo Cr. poetryachive.org

ภาษาอังกฤษของเชกสเปียร์
“To Be Or Not To Be? That’s a question? Quotation อันโด่งดังจากเรื่อง Hamlet บทประพันธ์ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ ( William Shakespear) กวีและนักเขียนบทละครผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ ผู้มีคุณค่าต่อวงการละคร วรรณกรรมของอังกฤษและของโลก นับว่าเป็น Quotation ที่รู้จักกันไปทั่วโลก รวมทั้ง เรื่อง  Hamlet  จัดว่าเป็นผลงานของ เชกสเปียร์ที่มี Quotation มากที่สุด

เชกสเปียร์ เป็นผู้ที่มีคุณูปการไม่เพียงในด้านวรรณกรรมเท่านั้น แม้กระทั่งในเรื่องของภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่างเชกสเปียร์ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก มีคำศัพท์กว่า 2000 คำเป็น ที่ถูกบันทึกลงครั้งแรกหรือทำให้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกโดยเชกสเปียร์ ทั้งเป็นการขุดคำเก่ามาใช้และการประดิษฐ์คำใหม่ และเชกสเปียร์ก็ชอบหาคำศัพท์ใหม่มาใช้กับงานเขียนเสมอ  เขาเคลมว่าตัวเองนั้นเป็น ” A man on fire for new words”

ตัวอย่างคำศัพท์ เช่น obscene, accommodation, barefaced, leap-frog, lack-lustre, horrid, dislocate และ vast เป็นต้นไม่ได้เป็นคำศัพท์ใหม่ แต่เป็นคำศัพท์ที่ไม่เคยมีใครเอามาใช้และถูกนำมาให้ปรากฏและบันทึกเป็นครั้งแรกโดยเชกสเปียร์  เชกสเปียร์จะทำทุกทางเพื่อที่จะหาคำที่ใช่ในงานเขียนของเขา รวมทั้งการคิดคำขึ้นมาใหม่และทำให้คำใหม่นั้นเหมือนเป็นการปลูก ขึ้นมาแล้วหาพื้นที่ให้อยู่เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก เชกสเปียร์มีอิสระมากกับการใช้คำและเล่นคำ บางครั้งเขาก็ประสมคำ หรือสร้างคำประสมชนิดที่ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเดียวกันหรือเหมือนไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้มาเรียงกันให้เกิดคำใหม่ เช่น คำว่า ill กับคำว่า tuned มาเป็น ill-tuned ,baby กับ eyes เกิดคำว่า baby-eyes หรือคำที่เหมือนจะต้องข้ามกันข้างสิ้นเชิง เช่น  canker- sorrow , widow-comfort, bare-pick  เป็นต้น ซึ่งก็เป็นคำที่ใช้ต่อๆกันว่า และว่ากันการสร้างคำใหม่นั้นไม่มีกฎตายตัวใดๆ ภาษาอังกฤษแบบเชกสเปียร์เรียกได้ว่าสับสนอลหม่านพอสมควร

ทั้งนี้ในยุคกว่า 400ปีมาแล้วนั้น เชกสเปียร์มีคำศัพท์ใช้อยู่ประมาณ 21,000คำ และประมาณการว่าถ้ารวมคำประสมเข้าไปด้วยจะมีคำให้ใช้มากถึง 30,000คำ แต่ในยุคปัจจุบัน 400ปี หลังเชกสเปียร์ มีคำที่เพิ่มขึ้นมานับแสนคำ แต่ปรากฎว่า คำศัพท์ที่ใช้สำหรับการทำงาน (working vocabulary )อยู่เพียงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของยุคเชกสเปียร์เท่านั้น (น่าสนใจ เข้าใจว่าภาษาไทยก็เช่นกัน ในยุคก่อนก็มีคำให้เลือกใช้เยอะ ยุคปัจจุบันที่เอามาใช้จริงคงเหลือไม่กี่คำ)

เมื่อวันที่ 23  เมษายน 2016 ครบรอบ  400 ปีการจากไปของเชกสเปียร์ แต่ผลงานเชกเปียร์ยังคงอยู่คู่โลก
ใน Oxford Dictionary มี quotation ของเชกสเปียร์อยู่ถึง 14,000quotations ในศตวรรษที่ 20มีภาพยนตร์ประมาณ 300เรื่องที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของเชกสเปียร์ คนที่เกิดในอังกฤษได้ดูละครเชกสเปียร์อย่างน้อย 1เรื่อง

(ขอบคุณข้อมูลจาก Adventure of English)

Posted in general interest | Tagged , , | Leave a comment