ชัย (Jaya): เรื่องเล่ามหาภารตะ

สุทธิดา มะลิแก้ว

ตอนที่ 1 ที่มาของมหาภารตะ
39132211_10156058386249032_2467510715016019968_oมหาภารตะ
วรรณกรรมอมตะประเภท epic หรือ มหากาพย์ของอินเดียที่ทรงอิทธิพลต่อภูมิภาคนี้เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่าคือ เรื่องรามายณะ หรือ รามเกียรติ์ ที่นำมาเป็นบทเรียน มาเป็นโขน มาเป็นละคร ดินแดนสุวรรณภูมิ หรือ อุษาคเนย์ก็ได้รับอิทธิพลมาโดยตรง ส่วนอีกเรื่องคือ มหาภารตะ จริงๆ แล้วเรื่องราวของ 2 สกุลวงศ์ รามายณะ เป็นเรื่องราวของสุริยวงศ์ ส่วนมหาภารตะ เป็นเรื่องราวของจันทรวงศ์ รามายณะได้อ่านมาเยอะพอสมควรก็เลยอยากอ่านมหาภารตะบ้าง เลยตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสจะลองหาฉบับเต็มๆมาอ่านดู

และแล้ว วันหนึ่งในร้านหนังสือขนาดใหญ่กลางกรุงนิวเดลี ก็เดินเข้าไปหาหนังสือก็พบว่า โอ้ว! แม่เจ้าฉบับเต็มๆของมหาภารตะนั้นหนังสือชุดเป็นไซส์ขนาดวิทยานิพนธ์กว่า 10 เล่ม อึ้ง เพราะมหากาพย์มหาภารตะนั้นมีจำนวนคำถึง 1.8 ล้านมีทั้งสิ้น 18 บท ( แต่ละบทเรื่องราวแทรกเยอะมาก เห็นแล้วคงไม่ไหวทั้งเอากลับไม่ไหวและอ่านไม่ไหว เดินดูต่อไป อ้าวก็พบเล่มนี้ Jaya หยิบมาอ่าน อ้าว!น่าสนใจ ว่าแล้วก็นั่งลงกับพื้นอ่านต่อ พนักงานร้านเดินมา ทีแรกนึกว่าจะมาว่าที่เราทรุดตัวลงไปตั้งหน้าตั้งตาอ่านแบบนั้น แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ กลับเป็นเดินไปหยิบเก้าอี้เล็กมาให้นั่ง ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส … ว่าแล้วก็ได้เวลาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง

มหาภารตะ มหากาพย์อันเลื่องชื่อนี้ เดิมทีเรื่องราวนี้ถูกบันทึกไว้ในชื่อเรื่อง “ชัย/ “ชัยยะ” (Jaya) หรือชัยชนะ ผู้เล่าเรื่องคือฤษีไวยสาหรือ วยาสะ (Vyasa) ผู้บันทึกเรื่องราวคือ คเณศ ( Ganesha) ผู้ที่ดูแลรักษาเรื่องเหล่านี้เอาไว้คือ ไวสัมปัญญาณะ ( Vaisampayana) ซึ่งได้เอามาเล่าต่อให้กับ ชนเมชัย/ชนะมีชัย (Janamejaya) ผู้สืบทอดกรุงหัสตินปุระ อันเป็นเมืองในเรื่องราวหลักของเล่มนี้ ที่เล่าถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับเการพและปาณฑพและกษัตริย์ทั้งหมดปกครองดินแดนที่เรียกว่าภารตะ (ซึ่งชื่อภารตะนี้ ได้มาจากชื่อของกษัตริย์ที่ชื่อ ภารตะ (Bharat) ซึ่งเป็นลูกของท้าวทุษยันต์กับนางสกุนตลา (Dushyanta – Shakuntala )เป็นกษัตริย์หัสตินปุระที่สามารถครองได้ทั้งแคว้นชมพูทวีป (Jambudvipa) ได้ทั้งแคว้น (หัสตินปุระ ปัจจุบันคือ แคว้นอุตตรประเทศ)

เหตุที่ไวสัมปัญญานะ ได้เอาเรื่องนี้มาเล่า เนื่อจาก ชนะมีชัย มีความแค้นที่เห็นพ่อคือ ปริคสิฐ (Parikshit) ถูก(เผ่า)นาคฆ่าตายก็เลยตั้งใจจะฆ่านาคเสียทั้งหมด แต่ อัสติกะ (Astika) ได้มาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมปริคสิฐถึงถูกนาคฆ่า และยังบอกว่า จริงๆแล้ว ชนะมีชัย นั้นก็มีส่วนเกี่ยวพันกับนาคด้วยเช่นกัน แต่ถ้าอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดให้ไปถามไวสัมปัญญานะ เล่าให้ฟัง

เรื่องราวจึงเกิดขึ้นและกลายมาเป็นเรื่อง มหาภารตะที่เลื่องลือจนถึงวันนี้ ในหนังสือ Jaya เล่มนี้ เรียกได้ว่า เป็นฉบับ simplify ของมหาภารตะ มีเนื้อหาครบทุกตนแต่แบบที่เรียกว่าย่อยมาให้แล้วและได้ทำเรื่องราวให้อ่านได้ง่ายๆ แถมมีการ์ตูนประกอบ เรื่องราวสนุกสนาน พร้อมบทวิเคราะห์และคำอธิบายเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆที่อาจสร้างความสับสนกับผู้อ่านที่อาจไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมฮินดู  แม้ไม่ได้อ่านฉบับจริง แต่การอ่านเล่มนี้ก็ไม่ได้ทำให้ขาดอรรถรสใดๆ

เขียนไปเริ่มจะยาวไปแล้ว ตอนต่อจะเล่าให้ฟังต่อก็แล้วกันถึงที่มาของ “จันทรวงศ์” อันเป็นวงศ์ของเการพและปาณฑพซึ่งเป็นเนื้อหาหลักใน มหาภารตะ .. เกริ่นเอาไว้ว่า แค่เริ่มต้นจากการที่ เมียของพฤหัสฯไปเป็นชู้กับจันทร์ แล้วคลอดลูกออกมาเป็นพุธ แล้วพุธก็ถูกสาปให้เป็นหญิงก็ไม่ใช่ชายก็ไม่เชิงก็แซ่บแล้ว

—————————————-    ###               ———————————————

ตอนที่ 2     ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ ส่วน LGBT คงจะมาจากดาวพุธนี่เอง

มาว่ากันต่อถึงเรื่องก่อนที่จะเข้าสู่เหตุการณ์หลักในมหาภารตะ ที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่าชื่อภารตะ อันเป็นที่มาของการเรียกชื่อประเทศอินเดียหรือชาวอินเดียว่าภารตะ ว่าเป็นชื่อของกษัตริย์ที่ครองหัสตินปุระ ซึ่งเป็นโอรสของทุษยันต์และสกุนตลา ซึ่งเรื่องสกุนตลาก็เป็นเรื่องย่อยเรื่องหนึ่งในเล่มนี้ และมีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องสกุนตลาที่เป็นเรื่องราวอย่างละเอียดที่มีความดราม่าอยู่ไม่น้อย คราวนี้จะเล่าถึงที่มาก่อนที่จะมาเป็นจันทรวงศ์ที่ครองหัสตินปุระ39265740_10156058139369032_8963861479946190848_o

เริ่มต้นเรื่องที่ พระพฤหัสบดี (Brihaspati- Jupiter) กษัตริย์แห่งองค์ทวยเทพทั้งปวง มีมเหสีคือ ดารา (Tara) เทพีแห่งดวงดาว จะประกอบพิธีบูชาไฟหรือยัญญะ ( Yagna) พิธีจะไม่สำฤทธิ์ผลถ้ามเหสีไม่มานั่งอยู่เคียงข้างในพิธีด้วย ด้วยจึงให้ไปตามดารามา ร้อยวันพันปีก็ไม่เคยเรียกหา ดาราก็ไปสมสู่อยู่กับ จันทรา ( Chandra) ซะแล้ว กลับมาพร้อมกับอุ้มท้องมีเด็กในครรภ์มาด้วย สืบความไปมาเมื่อรู้ว่าไม่ได้ท้องกับตน พฤหัสฯก็สาปแช่งออกไปว่า ก็ให้ลูกที่คลอดออกมาเป็นเพศกลางเรียกว่า จะเป็นหญิงก็ไม่ใช่เป็นชายก็ไม่เชิง และ ในที่สุด คลอดออกมาเป็นตามนั้น มีนามว่า พุธ (Budhi หรือ Budh – Mercury)

ตอนโตขึ้นมาพุธก็กลุ่มใจว่าแล้วตนเองจะมีคู่ได้ไหมแลัวจะเป็นใครในเมื่อเพศของตัวเองก็ไม่ชัดเจน ( ที่จริงควรให้ดาวพุธเป็นสัญญลักษณะแห่ง LGBT นะเนี่ย) ดารา ผู้เป็นแม่ก็บอกว่า ก็ต้องมีสักคนแหละแบบไหนก็ได้ “Everything happens for a reason เมื่อเจ้าถูกสาปมาอย่างนี้ก็ต้องมีบางอย่างที่เกิดขึ้นรออยู่เช่นกัน” ( เปรียบเป็นแม่ผู้ทันสมัย เข้าใจในความต่างของลูก)

และแล้ววันหนึ่ง พุธ ก็ได้เห็นอิลา สาวงามก็ให้พึงใจยิ่ง แต่ความจริงแล้วนางอิลานั้น ไม่ใช่ผู้หญิงตั้งแต่เดิมนะ (ในรามเกียรติ์จะมีเรื่องของท้าวอิลราช และในหนังสืออ่านของไทยมีเรื่องอิลราชคำฉันท์นี่เป็นเรื่องอิลา เรื่องนี้ไปอยู่ในรามายะณะเพราะอิลาหรือท้าวอิลราชมาทางสายสุริยวงศ์) อิลา ที่แท้ในภาคผู้ชายคือสุทยัมนะ (Sudyumna) เป็นลูกของพระมนูไววัสสัต ซึ่งถูกพระศิวะสาปให้เป็นหญิงในข้างแรมและเป็นชายในข้างขึ้น พุธเห็นอิลาก็ถูกใจยิ่งนักก็ได้แต่งงานกัน ช่างเป็นคู่ที่ได้ชื่อว่าเป็น perfect match ยิ่งนัก เมื่อคนหนึ่งไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชาย ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นทั้งหญิงและชาย และทั้งคู่มีลูกคือ ปุรุรพ (Pururava บ้างเรียกว่าปุรุรวัส) และปุรุรพนี่เองที่เป็นปฐมกษัตริย์แห่งจันทรวงศ์ ขึ้นครองเมืองที่ขณะนั้นชื่อ กรุงประดิษฐาน ปุรุรพ แต่งงานกับ นางอัปสรชือ อุรวศี และมีลูกหลานที่สืบต่อกันมาเรื่อยๆในสายจันทรวงศ์ มีกษัติริย์ทั้งหมด 28 องค์ ทุษยันต์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 8 แต่งงานกับสกุนตา มีลูกคือภารตะ เป็นกษัตริย์องค์ที่ 9 ทำให้ได้ที่มาของคำว่าดินแดนภารตะ หัสติน เป็นกษัตริย์องค์ที่ 12 เป็นหลาน (ทวด) ภารตะ ย้ายเมืองหลวงจากประดิษฐานมาก่อตั้ง “หัสดินปุระ” เรื่องราวที่นำมาก่อนที่จะเข้าสู่มหาภารตยุทธ หรือการรบที่ทุ่งคุรุเกษตรและที่มาของเการพ กับ ปาณฑพ เริ่มต้นขึ้นในกษัติย์องค์ที่ 20 คือ ศานตานุ แล้วจะมาเล่าให้ฟังกันต่อไป ตอนนี้ก็จบ part บรรพบุรุษ แล้วค่อยมาต่อยุคพ่อแม่ที่เริ่มตั้งแต่ ศานตานุเป็นต้นไป

Note: คนในยุคนี้จะตื่นเต้นกับเรื่อง LGBL กันไปไย พออ่านเรื่องนี้แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เห็นคนชอบถามคู่รักเพศเดียวกัน หรือคู่รักที่ทอมไปแต่งงานกับสาวประเภทสองแล้วมีลูกว่าจะงงมั้ย ใครเป็นพ่อเป็นแม่ ดูเรื่องมหาภารตะสิเป็นเรื่องเล่ามาตั้งแต่กว่าพันปีมาแล้ว และเกิดในเหล่าทวยเทพ ดังนั้น ในหลายครั้งที่มีคนอ้างพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าจะในทางศาสนาใดที่ไม่ยอมรับเรื่องแบบนี้ก็น่าจะคิดใหม่นะ พระเจ้ายอมรับเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว และแผ่นดินภารตะหรือกรุงหัสตินปุระนั้นมีปฐมกษัติรย์ที่กำเนิดมาจากพ่อแม่ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเป็น LGBT นะ หุหุ 🙂

——————————————————— ####### ——————————————————–

ตอนที่ 3  รบเถิดอรชุน

39154928_10156058386229032_1273889181189275648_o

ว่าจะเล่าเรื่องที่มาที่ไปของเการพ กับปาณฑพ ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ ศานตานุกับคงคาและคำสาป คำแช่งทั้งปวงที่นำไปสู่ปัญหาในรุ่นต่อมา แต่พอดีว่าช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาซะแล้ว ขอเอาสรุปใจความสำคัญ และสิ่งที่เรียนรู้จาก Jaya มานำเสนอก่อนแล้วค่อยเก็บรายละเอียดให้กันอีกที หวังว่าคงไม่ว่ากันนะ

เรื่องราวหลักของมหาภารตะคือการสู้รบกันระหว่างตระกูลเการพกับปาณฑพซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แย่งชิงสมบัติและอำนาจกันเองโดยเกณฑ์เอากษัตริย์ แคว้นต่างๆมาเข้าร่วมมากมาย ที่มาของเรื่องคือ การแบ่งสมบัติไม่ลงตัว ซึ่งกลุ่มปาณฑพแพ้พนัน เลยต้อถูกอัปเปหิให้ไปอยู่ป่าถึง 11 ปี พอกลับเข้ามา เการพก็จะฮุบราชสมบัติอีกไม่ยอมคืนให้จึงเกิดการทำสงครามกันกันขึ้น

การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือที่ทุ่งคุรุเกษตร (ว่ากันว่าใกล้เดลีในปัจจุบัน) กฤษณะ เข้าข้างฝ่ายปาณฑพ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อรชุนเริ่มท้อแท้จะถอดใจด้วยเห็นว่าไม่ควรจะสู้รบกันเอง กฤษณะได้สอนและให้กำลังใจแก่อรชุน ตรงนี้จึงเกิดเป็นคัมภีร์อันเลื่องชื่อคือ “ภควัทคีตา” อันเป็นที่มาของวลีที่ว่า “รบเถิดอรชุน” ขึ้นมา (มีงานแปลภาษาไทยให้อ่านอยู่พอสมควรแต่เล่มนี้ซื้อมานานกว่า 20 ปีแล้วกระมัง) ในภควัทคีตา ได้สอนให้เห็นถึงความสำคัญของภาระและหน้าที่ที่จะต้องทำให้สำเร็จและเชื่อว่ามนุษย์มีหลายภพ หากทำความดีก็จะหลุดพ้นและได้ไปสวรรค์ การฆ่าทางกายแต่จิตวิญญาณยังอยู่ ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดของพระเจ้าโดยมีมนุษย์เป็นเครื่องมือ อะไรทำนองนี้

เรื่องนี้ได้ทำให้เห็นถึง “ความไม่พอ” ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ยักษ์ รากษส หรือ อสุรกาย

เห็นถึงความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมของชาวฮินดู และการสาปแช่งที่จะเป็นจริงหากผู้แช่งเป็นผู้ครองพรหมจรรย์ (ฤษี) และ หญิงม่าย

เรื่องนี้ถูกเรียกว่าชัยยะ หรือชัย (Jaya) เพราะจริงๆแล้วไม่มีการชนะที่แท้จริงจากการสู้รบ แต่ในโลกนี้มีชัยชนะอยู่ 2 อย่างคือ วิชัย และ ชัย วิชัยคือการชนะทางวัตถุ ตรงนี้มีผู้แพ้ได้ แต่ชัย คือการชนะทางจิตวิญญาณ ตรงนี้ไม่มีผู้แพ้ ตอนที่รบกันที่ทุ่งคุรุเกษตรนั้นเป็นเพียงวิชัย ที่มีผู้แพ้ แต่เมื่อยุทธิษฐิระ เอาชนะใจตนเอง อภัยให้กับฝ่ายเการพได้จึงถือเป็น “ชัย” ที่แท้จริง

ปล. ค้างส่วนที่เป็นตำนานหรือเรื่องสนุกๆเอาไว้ สำหรับผู้ที่สนใจและติดตามอ่านอยู่ อยากให้เล่าเรื่องไหนก็บอกมาได้ หรือจะเรื่องใครถูกแช่งด้วยอะไรบ้าง หรือว่าแล้วชนะมีชัยตั้งแต่ตอนแรกนั้นนั้นเกี่ยวพันกับพวกนาคอย่างไร แล้วจะได้นำมาเล่าตามคำขอ แต่ถ้าไม่มีใครก็ทิ้งค้างไว้ก่อนละกัน จนกว่าจะมี mood ที่จะเขียนต่อ…(ฮา) โปรดติดตามกันต่อไป

—————————————————– ############——————————————-

Advertisements
Posted in book review, Uncategorized | Tagged , , , , , | Leave a comment

ว่าด้วย ‘ พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ’

สุทธิดา มะลิแก้ว

38029008_10156022999449032_2710719126552182784_o

ก่อนอื่นก็ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยได้อ่านงานเขียนไทยที่เป็นประเภทนิยายมาสักพักแล้ว แต่เล่มล่าสุดที่อ่านคือ “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” ซึ่งเป็นงานเขียนของวีรพร นิติประภา ซึ่งต่อมาก็ได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2558 ไป จำได้ถึงสำนวนอันหวือหวาและวิธีการเล่าเรื่องที่คล้ายหนังอินดี้ หรือ ฟิล์มนัวร์ ดูเป็นความแปลกใหม่ในแวดวงงานเขียนไทยต่างจากงานที่ได้รางวัลซี้ไรต์ที่ผ่านๆมา และ ปีต่อมา 2559  “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ”  ซึ่งก็ดันบังเอิญว่าเป็นของนักเขียนคนเดียวกันก็ปรากฏออกมา ก็กลายเป็นนิยายไทยเล่มที่ 2  ในรอบ 3 ปีที่ได้อ่านและก็ได้รู้ว่าจริงๆแล้วนักเขียนตั้งใจจะเขียนเล่มนี้ก่อนด้วยซ้ำ

หนังสือเริ่มต้นขึ้นที่ เรื่องราวของดาวที่เล่าเรื่องจากความทรงจำที่ยายศรีเล่ามาอีกทีด้วยความจำอันแหว่งวิ่น ยายศรีคือใครดาวคือใคร หนังสือค่อยๆเล่าไปพร้อมกับการพาย้อนกลับไปในอดีต และเรื่องราวของแต่ละคนในตระกูล โดยส่วนตัวชอบเรื่องราวตอนที่พูดถึงเรื่องราวของครอบครัวชาวจีนที่มาตั้งรกรากในเมืองไทยเรื่องราวของความพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวในไทยและขณะเดียวกับก็ย้อนเรื่องราวกลับไปในอดีตที่จีนก่อนที่จะจากมาจนกระทั่งความพยายามที่จะกลับไปสร้างฐานะในจีนอีกครั้งและมีการสอดแทรกความคิดวิถีชีวิตและธรรมเนียมต่างๆลงไป แต่เนื้อเรื่องหลักจริงๆนั้นเน้นเรื่องราวต่างๆนานาที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่ละชีวิตของครอบครัวที่เป็นที่มาของ”ดาว”

หนังสือเล่มนี้จะจัดเป็นแนวไหนก็ไม่อยากจะชี้ชัดลงไปนัก แต่พบว่ามีกลิ่นอายของความเป็น สัจจนิยมมหัศจรรย์ ( magical realism) อยู่พอสมควร สำหรับในส่วนเนื้อหาเป็นโศกนาฏกรรม (tragedy)ซ้ำซ้อน หรือโศกนาฏกรรมซ้อนโศกนาฎกรรม   เรื่องราวของทุกชีวิตเกิดขึ้นและจบลงด้วยโศกนาฏกรรม พร้อมๆกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นของสถานการณ์บ้านเมืองทั้งทางไทยและทางจีน  เป็นเรื่องราวของสงครามซ้อนสงคราม มีตั้งแต่ สงครามข้างนอก สงครามระหว่างประเทศ สงครามกับคนในชาติเดียวกันเอง สงครามกับคนอื่น ไปจนถึงสงครามในใจตนเอง  นี่คือสิ่งที่เรื่องนวนิยายเรื่องนี้ได้นำเสนอไปพร้อมๆกัน จัดได้ว่าถ้าเอาเฉพาะเนื้อหาหลักแล้ว เป็นหนังสือที่มีความหนักหน่วงจนกดทับคนอ่านสามารถหม่นหมองไปตามตัวละครและเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้เลย แต่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้มีจุดเด่นอาจเรียกว่าความสามารถเฉพาะตัวของนักเขียนคือเรื่องของการใช้ภาษา ไม่ว่าจะเป็นวิธีเลือกใช้คำมาอธิบายและวิธีเล่าเรื่อง ผู้เขียนมีเทคนิคการเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านจมดิ่งไปกับตัวละครได้ในขณะเดียวกันก็มีทางให้ได้ผ่อนคลายเป็นบางคราวโดยการสลับเรื่องราวไปมาและใช้ตัวละครที่เป็นเด็กมาเล่าหรือให้ตั้งคำถามเป็นเชิงเป็นบทสนทนาและทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนฟังเรื่องเล่าทั่วไป

มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้ที่มีความแตกต่างจากเรื่องอื่นในกรณีที่มีการเล่าเรื่องที่ต้องอ้างสถานการณ์ในประวัติศาสตร์คือมีการป้องกันตัวเอาไว้เป้นอย่างดีในเรื่องที่จะไม่ให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของข้อมูลที่ว่าจะสมจริงหรือไม่ แต่นอนว่านี่คือนวนิยาย ที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ แต่เนื้อหาในเรื่องนั้นตั้งใจที่จะวิจารณ์ถึงเรื่องราวที่ไม่ชัดเจนในประวัติศาสตร์ในประเทศไทยที่ถึงขั้นบอกว่า “เป็นประเทศไร้ความทรงจำ” แต่ในเมื่อมีการอ้างถึงเหตุการณ์ในประวัติศสาตร์ซึ่งข้อมูลเหตุการณ์ในช่วงนั้นมีหลายชุด หนังสือเล่มนี้จึงนำเสนอว่านี่เป็นความทรงจำอันเลือนรางของคนๆหนึ่งและแมวตัวหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะมีความชอบธรรมที่จะไม่ต้องมีการมาทักท้วงในเวลาที่มีการอ้างถึงสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ อาจจะตั้งใจหรือไม่ ไม่แน่ใจแต่ก็ถือเป็นความเก๋าอย่างหนึ่งที่นำเสนอเช่นนี้

พูดถึงในแง่ของวรรณกรรม นิยายเล่มนี้มีจุดเด่นในเรื่องของการใช้ภาษาเปรียบเทียบ หรือการใช้ถ้อยคำที่ให้ภาพพจน์ ที่เรียกว่า Figure of Speech  เกือบจะมาในทุกรูปแบบ ทั้ง อุปมา( simile), อุปลักษณ์ (metaphor),ปุคลาธิษฐาน ๖(personification), สัญลักษณ์ ( symbol) ปฎิทรรศน์/ปฏิพากษ์ ,( paradox) ,สัทพจน์ ( Onomatopoeia), irony  ฯลฯ  หนังสือวรรณกรรมทั่วๆไปล้วนมี แต่หนังสือเล่มนี้ทำให้สะดุดว่ามี  figure of speech  อยู่เยอะมาก ครั้นจะยกตัวอย่างให้ดูการใช้ไว้ในที่นี้ก็เกรงจะยาวไป แนะนำให้ไปอ่านและสังเกตเองก็แล้วกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่เด่นมากๆ นั่นคือ การประดิษฐ์คำใหม่ซึ่ง ตรงนี้อาจจะเป็นดาบสองคำ ในแง่ของครูภาษาไทยผู้ยึดมั่นในการอนุรักษ์อาจมองว่าเป็นการใช้ภาษาวิบัติไปก็ได้ แต่หากเป็นพวกหัวสมัยใหม่และเชื่อว่าภาษาสามารถเลื่อนไหลก็อาจจะชื่นชมว่าสร้างสรรค์และได้โชว์ความรุ่มรวยคำศัพท์ในงานเขียน

แต่เรื่องการประดิษฐ์คำศัพท์ในงานเขียนนั้น  เหตุการณ์เช่นนี้ครั้งหนึ่ง “รงค์ วงษ์สวรรค์” นักเขียนผู้เป็นศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับในสมัยหนึ่งก็เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำภาษาวิบัติมาแล้ว ด้วยวิธีใช้คำหรือคิดคำใหม่ๆขึ้นมาใช้ในงานเขียนของเขา แต่แล้วคำเหล่านั้นก็ได้รับคำนิยมในเวลาต่อมา อย่างคำว่า “รสนิยมวิไล” ที่กลายเป็นที่นิยมมาในทุกวันนี้ก็เกิดจากการประดิษฐ์คำใหม่ของ รงค์ และต่อมาเขาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าหาญในการใช้ภาษา

จะว่าไปทำไมมี นักเขียนในแต่ละยุคก็ล้วนมีส่วนสร้างสรรค์คำใหม่กันมาแล้วทั้งนั้น อย่างเชคสเปียร์ก็ได้เพิ่มศัพท์ใหม่ให้ภาษาอังกฤษมากมายและภาษาอังกฤษยุคใหม่ที่เราใช้อยู่ประมาณ 2000 คำถูกบันทึกไว้โดยเชคสเปียร์  หรือ มาร์ค ทเวน นักเขียนชาวอเมริกันก็ถูกเรียกว่าเรียกว่าเป็นผู้ที่กล้าหาญที่จะคิดและใช้ใหม่ๆ ที่เป็นคุณูปการต่อคนอื่นใช้ต่อมา

อย่างไรก็ตาม สำหรับในเรื่องนี้ แม้จะยอมรับว่า ผู้เขียนเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และหาญกล้าที่จะใช้คำใหม่ๆเช่นกัน ทว่า ลางเนื้อชอบลางยา เนื่องจากการใช้พวกสร้อยพวกคำเสริม คำที่เป็น figure  of speech  คุณศัพท์ (adjective) และคำกริยาวิเศษ(adverb) ที่คิดขึ้นมาใหม่ ที่หากอ่านเนื้อเรื่องไปเรื่อยก็ดูจะได้อารมณ์ตามไป  แต่หากจะหาความหมายก็พบว่ามีคำใหม่ๆเข้ามาแบบล้นทะลักจนไม่แน่ใจว่าอาการเช่นนี้คืออะไร  เช่น นิ่งงัน แช่มช้า วับวาบ แผ่วจาง หยาดแดดรื้นแสง  (จูบ)ทุรนร่าน  (ละอองแสง) วอบวาม  (ในบ่าย) หรุบหลัวมัวซัว  ฯลฯ  ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการตั้งใจที่จะสร้างคำใหม่หรือเกิดจากอารมณ์พาไป แต่เมื่อลองมาดูคำเหล่านี้ก็พอจะหาที่มาได้ เพียงแต่ยังไม่มีใครนำมาประสมกัน   เช่น “แช่มช้า”   = เชื่องช้า + แช่มช้อย / วับวาบ =วับวาว+วูบวาบ/  แผ่วจาง = แผ่วเบา+จืดจาง แปลว่า แผ่วแล้วค่อยๆจางไป)  นิ่งงัน  = สงบนิ่ง+เงียบงัน  จัดว่าเป็นการสร้างสรรค์ได้อย่างน่าสนใจ แต่บางครั้งกรณีที่ในประโยคเดียวก็มีคำประดิษฐ์เหล่านั้น เต็มไปหมด
“……………. มองดูฝุ่นลอยสะเปะสะปะในแดดแช่มช้าส่องประกายวับวาบราวกับเป็นจักรวาลเล็กๆของเพชรหลงทาง “

“น้ำบนโต๊ะยัง ‘กระเพื่อมพริ้ว’ เป็นริ้วระลอก”

และอีกมากมาย ในทุกบท ทุกตอน เราจะเจอคำขยายคำไม่เกิดขึ้นมากมายและประโยคแบบที่ยกตัวอย่างมานั้นก็มากมายด้วยเช่นกัน ซึ่งความมากมายนี้ หากผู้อ่านที่ไม่ได้สนุกสนานกับการเล่นกับภาษาแบบนี้ก็อาจจะลำให้รู้สึกว่า เฝือไปและเลี่ยนได้ รวมทั้งการมีคำประดิษฐ์ใหม่มากไปก็อาจทำให้เสียโอกาสที่จะทำให้เกิด “คำจำใหม่ๆ”ที่ค่อยเกิดขึ้นอันจะเป็นที่รู้จักหรือจะเป็น  signature ว่าคำๆนี้มาจากนักเขียนคนนี้  แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเป้าหมายของนักเขียนแต่ประการใดเพราะคงสนุกสนานกับการได้เล่นคำมากกว่า

กล่าวโดยสรุปในเชิงวรรณกรรมแล้วหนังสือเล่มนี้มีความน่าสนใจทั้งในส่วนของเนื้อหา วิธีการเล่าเรื่องที่ชวนติดตาม  การสร้าง surprise ในแต่ละตอนและทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและการกระทำของตัวละครในแต่ละตัวล้วนถือว่าควรค่าแก่การอ่านแม้จะลุ้นจนเหนื่อยตามและหม่นหมองแทนไปบ้างครั้งซึ่งนั่นถือว่าเป็นการทำงานที่ประสบความสำเร็จมากที่ดึงอารมณ์ผู้อ่านออกมาได้ขนาดนี้


ชื่อหนังสือ : พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ

ผู้แต่ง: วีรพร นิติประภา

สำนักพิมพ์: มติชน

ปีที่พิมพ์: 2559

 

Posted in book review | Tagged , , , | Leave a comment

หรือลาวอาจต้องทบทวนวิสัยทัศน์ “แบตเตอรีแห่งอาเซียน”?

สุทธิดา มะลิแก้ว

มวลน้ำกว่า 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตรมากมายขนาดไหน  คนธรรมดาทั่วไปก็คงบอกไม่ได้ รู้แต่ว่าภาพน้ำปริมาณมหาศาลที่นำล้นทะลักออกมาจากเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยที่อัตตะปือเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา ใครได้เห็นก็ต่างรู้สึกตกใจและใจหายไปตามๆกัน เมื่อเห็นน้ำจำนวนมหาศาลนั้นทะลักบ่าเข้าท่วมหมู่บ้านต่างๆก่อให้เกิดความสูญเสีย ผู้คนล้มตายและสูญหายเป็นจำนวนมากที่รอดมาได้ก็ “ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่” หรือต้องไร้ที่อยู่อาศัย  และคงจะต้องยอมรับว่า โศกนาฏกรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากมนุษย์โดยมีธรรมชาติมาสะท้อนให้เห็นผลแห่งการกระทำนั้น เท่านั้นเอง

เหตุการณ์เขื่อนแตกในลาวครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกแต่เป็นครั้งที่ 3  ภายในเวลา  3 ปี  โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ปี 2559 เกิดเหตุอุโมงค์ของเขื่อน ‘เซกะมาน 3’ แตก ทำให้มวลน้ำมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่บ้านดายรัง เมืองดากจึง แขวงเซกอง ซึ่งเขื่อนดังกล่าวได้ก่อสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2557 โดยบริษัท Songda ของประเทศของประเทศเวียดนามโดย วัตถุประสงค์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า มีกำลังการผลิต 250 เมกะวัตต์  เขื่อนแตกในระหว่างการผลิตกระแสไฟฟ้า และเหตุการณ์เขื่อนแตกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2560 ที่เขื่อนน้ำอ้าว เมืองผาชัย แขวงเซียงขวาง ของบริษัท บ่อทอง อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด มีกำลังการผลิต 15 เมกะวัตต์ แตกในขณะอยู่ในช่วงที่ดำเนินการก่อสร้างได้ ซึ่งเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 80% ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง สำหรับในครั้งล่าสุดนี้ ไม่เพียงแค่หลายพันคนในอัตตะปือที่ได้รับผลกระทบ มวลน้ำมหาศาลเหล่านี้ได้ไหลลงไปยังแม่น้ำเซกองทำให้น้ำในแม่น้ำสูงขึ้นกว่า 11  เมตรท่วมแขวงเซกองไปแล้วเช่นกัน รวมทั้งยังส่งผลต่อไปยัง จังหวัดสะตึงเตร็งของกัมพูชาด้วย ซึ่งขณะนี้หลายภาคส่วนได้ออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง  ทว่า โศกนาฏกรรมในครั้งนี้ ใครควรเป็นคนรับผิดชอบอาจไม่สำคัญเท่าควรรับผิดชอบอย่างไรหรือขนาดไหนถึงจะชดเชยความเสียหายได้ความเสียหายที่เกิดขึ้น

การที่เขื่อนแตก  3 ครั้งในรอบ 3 ปี ทำให้เกิดคำถามสำคัญที่ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นมากขนาดไหน ประชาชนได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ได้มีการชดใช้ค่าเสียหายไปอย่างไรบ้างและ ความคุ้มค่าของการสร้างเขื่อนเมื่อแลกกับความสูญเสียชีวิตและความเป็นอยู่ของราษฎรแล้ว เปรียบเทียบกันได้หรือ รัฐบาลลาวมีบทเรียนหรือควรทบทวนเรื่องอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องเขื่อนที่มีอยู่ในประเทศและเขื่อนที่มีแผนที่จะสร้างต่อไป

ที่ผ่านมาประเทศลาวได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องโดยปัจจุบันอยู่ในแผน 5 ปีฉบับที่ 8 (2016-2020)ที่ตั้งเป้าหมายว่าจะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และสิ่งที่รัฐบาลนำมาหารายได้เข้าประเทศคือทรัพยากรหลักที่มีอยู่ก็คือ”น้ำ” โดยวางวิสัยทัศน์เอาไว้ที่การเป็น
“แบตเตอรีแห่งอาเซียน” หรือเอเชีย โดยตั้งเป้าที่จะสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำออกจำหน่ายให้ประเทศเพื่อนบ้าน และที่ผ่านมาลูกค้าหลักคือไทย

ลาว เริ่มการขายไฟฟ้าให้ไทยเป็นครั้งแรกในปี 2520 (ก่อนหน้าการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ)  จากเขื่อนน้ำงึมซึ่งเป็นเขื่อนเดียวที่มีอยู่ในขณะนั้นโดยความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น  และหลังจากที่มีการเปิดประเทศเป็นระบบเศรษฐกิจเสรีมีเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2529 ประเทศลาวก็เร่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน สร้างเขื่อนก็เพิ่มมากขึ้น  ลาวประกาศความสำเร็จในการการสร้างเขื่อนและโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำ ท่ามกลางเสียงทักท้วงเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและ สังคมเสมอมา ตัวอย่างเช่น เขื่อนน้ำเทินหินบูน ที่ก่อสร้างแล้วในปี พ.ศ. 2541 เปิดดำเนินงานเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2541 โดยได้รับการสนับสนุน ทางการเงินจากรัฐบาลประเทศนอร์เวย์ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asain Development Bank, ADB) และแหล่งเงิน ทุนอื่นๆทั้งภาครัฐและภาคเอกชน  ในขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(ADB)และผู้พัฒนาโครงการทั้งหลายกำลัง ประกาศถึงความสำเร็จของโครงการในขณะนั้นมีก็พบว่า มีผู้ได้รับผลกระทบนับพันคน จากโครงการนี้รวมทั้งการชดเชยค่าเสียหายที่ไม่ได้เป็นไปตามจริง  เคยมีนักวิจัยได้เข้าไปศึกษาก็พบว่ามีผลกระทบต่อเนื่องต่อชีวิตประจำวันเช่น ปริมาณ ปลาที่ชาวบ้านจับได้ซึ่งได้ลดลงเป็นปริมาณ 30 – 90 %   การสูญเสียพื้นที่เพาะปลูกริมฝั่งแม่น้ำ การสูญเสียแหล่ง น้ำดื่มในฤดูแล้ง การก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการคมนาคม เป็นต้น

แต่ลาวก็ยังคงสร้างเขื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ในปี  2548 ลาวมีเขื่อนเพิ่มเป็น  9  เขื่อน และจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2018) เขื่อนในประเทศลาวมีทั้งสิ้น 54  แห่งมีกำลังการติดตั้ง 7,162  เม็กมะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 37.086 ล้านยูนิต (kWh)ต่อปี และ 85% ก็ส่งมาขายไทยและตั้งเป้าเอาไว้ว่าในปีพ.ศ. 2564 จะมีเขื่อนทั้งสิ้น 100  เขื่อนมีกำลังติดตั้ง 13,062  เมกกะวัตต์ และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 66.944 ล้านยูนิตต่อปี โดย 85% ส่งจำหน่ายต่างประเทศซึ่งมีลูกค้ารายใหญ่คือไทย รองลงมาคือเวียดนาม  ตามด้วยกัมพูชาและมาเลเซีย (สายส่งผ่านทางไทย)

แม้จะเป็นวิสัยทัศน์ที่วางไว้และลาวได้เดินหน้าดำเนินการไปตามวิสัยทัศน์เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทว่า จากเหตุการณ์ที่เขื่อนแตกติดต่อกันมาเรื่อยๆและผู้คนล้มตาย ทรัพยากรเสียหายไปอย่างมากมายนั้น  ถึงเวลาหรือยังที่ รัฐบาลลาวควรจะทบทวนวิสัยทัศน์เรื่องการเป็น”แบตเตอรีแห่งอาเซียน” เสียใหม่   อันที่จริงโดยศักยภาพของประเทศลาวแล้ว หากพิจารณาให้ดีก็จะพบว่าลาวสามารถพัฒนาประเทศได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นแบตเตอรีแห่งอาเซียนที่ทำให้ราษฎรต้องอยู่ด้วยความหวาดผวาว่าเขื่อนจะแตกลงเมื่อใดอีก

หากพิจารณาตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ลาวเป็นประเทศที่เรียกว่าเป็น landlocked  คือประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล แต่จุดที่ตั้งของลาวนั้นอยู่ตรงกลางล้อมรอบไปด้วยจีน พม่า เวียดนาม กัมพูชา และไทย  ก็อยากจะเปรียบกับอีกประเทศหนึ่งที่ก็ไม่มีทางออกทะเลเช่นกันนั่นคือ สวิตเซอร์แลนด์

พูดไปอาจมีคนเย้ยหยันว่าจะให้ลาวไปเปรียบกับสวิตเซอร์แลนด์ได้อย่างไร คำตอบคือทำไมจะไม่ได้ ลาวและสวิตเซอร์แลนด์มีความคล้ายกันในหลายส่วน อีกทั้งต้นทุนของลาวอาจดีกว่าสวิตเซอร์แลนด์ด้วยซ้ำ จะต่างกันก็เพียงแค่วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่จะเดินตามไปเท่านั้น   ดังนั้นหากลาวได้วางวิสัยทัศน์ใหม่และเดินตามเหมือนดังที่เคยทำในเรื่องของเขื่อนลาวก็ย่อมทำได้เช่นกันเพียงแต่จะกล้าหาญพอที่จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่เท่านั้นเอง  หากสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดมากมายสามารถประเทศจากประเทศจาก”land-locked เป็น land-linked  กลายเป็นประเทศที่เป็นใจกลางของยุโรปและเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดได้ ลาวก็อาจทำได้เช่นกัน

มาพิจารณาเปรียบเทียบสวิตเซอร์แลนด์กับลาว นอกจากที่เป็นประเทศไม่มีทางออกทะเลแล้ว สวิตเซอร์แลนด์อยู่ในประเทศที่อยู่บนพื้นที่มีแต่ภูเขา ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยได้  มีการทำปศุสัตว์คือเลี้ยงวัว เลยทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีผลิตภัณฑ์นมเนย และมีช็อคโกแล็ตที่รสชาติดี  ลาวก็เป็นประเทศที่มีภูเขามากมายแต่ลาวมีข้อได้เปรียบกว่าสวิตเซอร์แลนด์เพราะลาวมีพื้นดินที่เป็นที่ราบมากกว่าและอุดมสมบูรณ์กว่า ทำให้ลาวสามารถปลูกได้ทั้งพืชเมืองร้อนและเมืองหนาวและผลิตภัณฑ์อย่างกาแฟของลาวก็ไม่ได้ด้อยน้อยหน้าใคร นอกจากนั้นลาวยังมีทรัพยากรอย่างเช่นแร่ต่างๆมีมากมายที่จะสร้างรายได้ให้อย่างมหาศาล

สวิตเซอร์แลนด์ไม่มีทางออกทะเลมีแต่แม่น้ำไรน์ซึ่งไหลไปถึงเยอรมัน และมีทะเลสาบอีก 7  แห่ง  ณ.จุดนี้ลาวก็ยังดีกว่าอีกเช่นกัน นอกจากมีแม่น้ำโขงที่เป็นน้ำนานาชาติแล้วและลาวยังมีแม่น้ำ และบึงต่างๆอีกมากมายซึ่งทำให้ลาวมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ลาวได้เลือกที่จะนำมาใช้ในการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ที่ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของป่าเริ่มลดลง และ ความแห้งแล้วก็เริ่มมาเยือนลาวมากขึ้นในระยะ 10 ปีให้หลังมานี้

ในเรื่องของพื้นที่และจำนวนประชากรที่จะต้องบริหารจัดการ ประเทศเล็กๆ  สวิตเซอร์แลนด์มีพื้นที่ 41,285 ตารางกิโลเมตร ลาว 236,800 ตารางกิโลเมตร ประชากรสวิตเซอร์แลนด์ 8.6 ล้าน ส่วนลาว 6.8 ล้านคน เรียกว่าแรงงานอาจมีน้อยพอๆกันแต่มีพื้นที่ลาวและทรัพยากรมากกว่า นอกจากนั้น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นประเทศที่โดดเดี่ยวเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกอียูในขณะที่ลาวเป็นสมาชิกอาเซียน

เปรียบเทียบคร่าวๆให้พอเห็นว่าพื้นฐานตั้งต้นของลาวนั้นดูจะมีความเหนือกว่าสวิตเซอร์แลนด์แต่ที่แตกต่างกันคือวิสัยทัศน์เท่านั้น สวิตเซอร์แลนด์ได้เปลี่ยนข้อจำกัดมาเป็นจุดแข็ง ได้พัฒนาสาธารณูปโภคและระบบการคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบรถไฟที่มีประสิทธิภาพที่สามารถเชื่อมต่อกับทุกประเทศได้อย่างสะดวก ทำให้สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นประเทศที่เรียกว่าเป็น  Land Linked ของกลุ่มประเทศในยุโรป  จากการที่สวิตเซอร์แลนด์สามารถใช้การเดินทางโดยรถไฟ ไม่ว่าจะเดินทางไปยัง ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลีหรือเบลเยียมก็ไปได้ง่ายดายใช้เวลาไม่นาน ทุกวันนี้จึงกลายเป็นใจกลางของยุโรปก็ว่าได้  นอกจากนั้นด้วยภูมิทัศน์ที่ดีและการคมนาคมที่สะดวกทำให้เป็นประเทศที่เป็นเมืองท่องเที่ยวทุกหนแห่ง  ดังนั้น ในเรื่องของการศึกษาสวิตเซอร์แลนด์จึงมีโรงเรียนด้านการโรงแรมและการอาหารที่ดีที่สุด(ในโลก) และเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายนาฬิกาชั้นนำของโลก ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์นั้นแท้ที่จริงแล้วก็เริ่มต้นจากชาวนา

มาถึงจุดนี้ หากลาวจะปรับวิสัยทัศน์ใหม่ ตั้งเป้าหมายที่จะกลายเป็นใจกลาง ของอาเซียน (Heart of ASEAN) ก็ดูว่าจะเป็นไปได้โดยใช้สวิตเซอร์แลนด์เป็นบทเรียน  ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรสำหรับประเทศที่มีการปกครองโดยมีระบบศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เดียวที่จะเปลี่ยนวิสัยทัศน์และพร้อมขับเคลื่อนไปทันที เปลี่ยนจาก land-locked  เป็น land-linked ที่เลิก link  ด้วยสายไฟ แต่หันมา link  ด้วยรางและถนน แทน  ยุติไว้ที่ 54  เขื่อนเท่าที่มีและหมั่นตรวจสอบเฝ้าระวัง ไม่ให้เหตุการณ์ที่เป็นโศกนาฏกรรมจากเขื่อนได้เกิดขึ้นอีก เชื่อว่าวิสัยทัศน์จะสำเร็จได้ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทำให้ลาวหลุดพ้นจากความเป็นประเทศด้อยพัฒนาและนำพาประชาชนเป็นสุข ได้อย่างแน่นอน … หมั้นยืน

Cr. ขอบคุณภาพจาก มติชน, อัมรินทร์ทีวี และ One

Posted in opinion | Tagged , , , | Leave a comment

จากเด็กดอยกินดี สู่ครัวสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ

เมนูถูกใจเด็กใกล้ฟ้า การนำอาหารชาติพันธู์เข้าสู่เมนูโรงเรียน
การทำให้เด็กและชุมชนมีอาหารปลอดสาร ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในโครงการ #เด็กดอยกินดีซึ่งเป็นโครงการที่น่าสนใจมาก และจากการริเริ่มโครงการนี้ในไม่กี่โรงเรียนก็ไม่แน่นักว่าต่อไปอาจขยายผลไปทั่วทั้งจังหวัดเชียงรายและเป็นต้นแบบให้กับอีกหลายแห่งทั่วประเทศก็ได้ และโครงการนี้จะไปสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่จะทำให้เชียงรายกลายเป็นครัวของสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจได้อย่างไร เชิญติดตามอ่านได้ ตามลิงค์นี้

https://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9600000073489

1- menu-book

Posted in lifestyle | Tagged , , | Leave a comment

ที่สุดในใจกลางยุโรป: สวิตเซอร์แลนด์

เรื่องราวในเรื่องนี้ แบ่งเป็น 3 ตอน :

ตอนที่ 1 ที่สุดแห่งศูนย์กลาง นวัตกรรมและประชาธิปไตย
ติดตามอ่านได้ ตาม ลิงค์นี้ :
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9600000057701

IMG_20170511_092622

ทิวทัศน์ที่มองเป็นได้จาก Swiss Hotel and Management School วิทยาเขต Leysin

218

ณ. ถนนสายหนึ่งที่เมือง Montreux

 

ตอนที่ 2   ที่สุดด้านการโรงแรมและบริการ
ติดตามได้ที่ ลิงค์นี้ :
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9600000058077

232

SHMS วิทยาเขต Caux

 

ตอนที่ 3  ที่สุดในหทัยราษฎร์
ติดตามอ่านได้ที่ลิงค์นี้:
https://www.manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9600000059637

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ณ Ecole Nouvelle โลซานน์

คุณเลซอนดร์ เซไรดารีส์ ลูกชายของครูของในหลวงร.8 และร.9 เปรียบเทียบภาพจากหนังสือกับสถานที่จริงในปัจจุบันของวิลลาวัฒนา

แอนมารี เพื่อนของพยาบาลที่เคยถวายงานสมเด็จย่า ขณะพาไปชม Chalet de Caux ซึ่งครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 2 ได้มาพำนัก 1 ฤดูหนาว

Posted in lifestyle | Tagged , , , , , | Leave a comment

Cooking on My Own Imagination 3

หมูโคะ
14358765_10154084716409032_1635037049565011952_n

มาแล้วๆ  Cooking on My Own Imagination  แต่ว่าจานนี้ไม้ได้คิด แต่ไปลอกสูตรจาก “แม่อบเชย” มาพอดี search  เจอ และแม่อบเชยก็บอกว่าอันนี้เป็นสูตรสงขลา แต่ที่ต่างจากแม่อบเชยอยู่นิดหน่อยตรงที่เมื่อปรุงเสร็จแล้ว ตามขั้นตอนที่กำลังจะเล่าให้ฟังข้างล่างนี้ ทางเราได้โรยพริกไทยลงไปด้วยเพื่อความเข้มขึ้นขึ้น แต่แม่อบเชยไม่ได้ใส่ เอาละ มาดูวิธีการปรุงกัน ตามลำดับในภาพนี้เลย

14379967_10154084716344032_5915476456289001218_o
ตามภาพที่ 1 เครื่องปรุงและขั้นตอนทั้งหมดอยู่ในนั้นแล้ว แต่จะเขียนรายละเอียดให้อีกหน่อยละกัน
1.หมูสามชั้น
เน้นที่มีเนื้อแดงเยอะกว่าเนื้อขาว หรือบางคนอาจใช้เนื้อแดงติดมันก็ได้แต่แดงล้วนจะไม่นุ่มเท่าสามชั้น
2. หอมแดง
3.กระเทียม
4. น้ำตาล
สูตรแม่อบเชยใช้น้ำตาลโตนดแต่อันนี้คือน้ำตาลมะพร้าว ไม่ควรใช้น้ำตาลทรายเพราะจะหวานแหลมและไม่หอม อันนี้ใส่ไม่มากเพื่อตัดความเค็มเท่านั้น
5. กะปิ ควรชิมกะปิก่อนว่าเค็มมากหรือไม่ เพื่อกะปริมาณ เคล็ดลับความอร่อยของหมูโคะนี้อยู่ที่การใช้กะปิดี คือกะปิที่มีความละเอียดและไม่เค็มมาก กลิ่นดี ที่ใช้วันนี้ เป็นกะปิจากชุมชน ปากบาง อ.เทพา สงขลา เป็นกะปิชั้นดีที่ครอบครัวเรากินกันมาตั้งแต่จำความได้

ขั้นตอนการปรุงคือ เจียวหอมกระเทียม (ที่หั่นเอาไว้ สังเกตคำว่าหั่นนะคะ ไม่ซอยคะ ไม่ต้องละเอียดขนาดนั้น) จนพอหอมๆแล้ว เอากะปิลงไปผัด แล้วใส่หมูลงไป ผัดจนเกือบสุกใส่ น้ำลงไป พอหมูสุกใส่น้ำตาลลงไปคนให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้อย่างนั้น จนนำแห้ง และผัดต่อ อีกนิดจนได้สีสันสวยงามเช่นนี้ ก่อนใส่จานหากกลัวอ้วน (แต่คงไม่ทันแล้ว)ก็ซับน้ำมันออกเล็กน้อย แต่นี้แหละ …เอาข้าวสวยร้อนๆมา เหมือนสวรรค์ทรงโปรดเลยทีเดียว

และเพิ่มเติมอีกหน่อยคือจะเอามาทำเป็นกับข้าวหรือกับแกล้มก็ไม่ผิดระเบียบ และเพิ่มเติมให้สักนิดเพื่อความสมบูรณ์คือน้ำจิ้มเด็ด ดังสูตรและวิธีการปรุงต่อไปนี้
ใบผักชี พริกขี้หนูสดและเกลือ ตำเข้าด้วยกันจนละเอียด แล้วเอามาใส่หอมซอยคลุกเค้าให้เข้ากัน บีบมะนาว เติมน้ำตาลเพื่อตัดความเค็มแหลมเล็กน้อย (ข้อย้ำนิดเดียวจริงๆห้ามให้หวานนำเชียวนะ)  แค่นี้ก็ได้น้ำจิ้มรสเด็ดมากินกับหมูโคะอร่อยๆของเราแล้ว

Enjoy your meal everyone!

Posted in lifestyle | Tagged , , | Leave a comment

บทเรียนจาก Breaking Bad

breaking-bad

เป็นซีรีส์ที่มีความยาวต่อเนื่องถึง  5   seasons ที่จบลงไปนานแล้ว เป็นซีรี่ส์ที่น่าสนใจมากเป็นการนำเสนอให้เห็นถึงวงการที่เกี่ยวข้องยาเสพติดในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ คนปรุงยา พ่อค้ารายใหญ่ เด็กเดินยา จนกระทั่งถึงเหล่าพวกเสพยาที่ติดหนักจนถูกเรียกว่าขี้ยา รวมทั้ง ตำรวจปราบปรามยาเสพติดและศูนย์ฟิ้นฟูผู้ใช้ยา  เห็นทั้งการใช้ชีวิต การผลิต การต่อรอง การหักหลัง การวางแผนต่อสู้ การปราบปราม ในแง่ของงานโปรดักส์ชั่นจัดเป็นละครที่องค์กรประกอบสมบูรณ์มากทั้งบท ฉาก  สถานที่ สีสัน เพลงประกอบ รวมไปถึงการแสดงของนักแสดงในเรื่องจัดได้ว่าผ่านหมดให้คะแนนในระดับ 9  เต็ม 10 ได้เลย  โดยได้นำเสนอผ่านเรื่องราวของวอลเตอร์ ไวท์ ครูสอนวิชาเคมีในโรงเรียนมัธยมที่แสนธรรมดาที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตยาและพ่อค้ายาที่แสนจะโหดเหี้ยมหลังพบว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นมะเร็งในขณะที่อายุเข้าเลข 5 และแทบจะไม่เหลือเงินอยู่ในธนาคารเลย ทำไมเขาต้องทำเช่นนั้นและเรื่องราวของเขาเป็นอย่างไรต่อจากนั้น คงไม่ขอเล่าในที่นี้เกรงจะเป็นการทำให้เสียอรรถรสสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูเผื่อคิดจะดูสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่จะเขียนถึงในที่นี้คือ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากตัวละครที่ชื่อวอลเตอร์ ไวท์และเนื้อจากโดยรวมของเรื่องนี้

ละครเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นในหลากหลายมุมมาก เริ่มจากประเด็นของแวดวงยาเสพติด สามารถเข้าไปได้อย่างง่ายแต่จะถอนตัวออกมายาก หลายคนไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นคนไม่ดีเพียงแต่พลาดท่าหลุดเข้าไป แม้จิตใจดังเดิมจะดีแค่ไหนแต่ก็มีโอกาสที่จะทำเรื่องที่แย่ๆมากขึ้นกว่าเดิมไปเรื่อยๆ ในระดับหัวหน้าใหญ่ หรือผู้ค้ารายใหญ่ที่เป็นตัวจริงจะไม่เสพยา มีแต่พวกเด็กเดินยาระดับล่่างเท่านั้นที่เสพด้วยขายด้วย และพวกเสพยาระดับล่างนั้นหากตายไปก็ตายไปอย่างไร้ค่า และน้อยมากที่จะมีคนเห็นความสำคัญของการสูญเสียนี้  แต่ส่วนระดับหัวหน้าก็อยู่กันด้วยความหวาดระแวงซึ่งกันและกันและมีการหักหลังฆ่ากันเองตายมากกว่าการถูกเจ้าหน้าที่จับได้เสียอีก  พวกพ่อค้ารายใหญ่ ผู้ผลิตหรือใครที่ทำรายได้อย่างมหาศาลจากการค้ายาเสพติด สุดท้ายแล้วก็ไม่่ได้ใช้เงินมหาศาลเหล่านั้นอย่างเป็นสุขหรือไม่ได้มีชีวิตที่ดีดังตั้งใจ เพราะต้องระมัดระวังต้องการถูกตามล่าจากทั้งเจ้าหน้าที่และเหล่าผู้ค้ายาด้วยกันเอง คนที่อยู่ในแวดวงนี้ในทุกระดับชั้นแม้อยากพูดความจริงแค่ไหนก็ทำไม่ไม่ได้เนื่องจากเป็นการทำเรื่องผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่มักจะโกหกครอบครัวและคนใกล้ชิด และการโกหกจะเป็นไปอย่างไม่สิ้นสุดจนกว่าจะถึงวันที่ถูกจับได้  และการเข้ามาอยู่ในวงการยาเสพติดนี้จะไม่ใช้เป็นแค่ผู้ผลิตหรือจำหน่ายหรือแค่เสพอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แต่มีโอกาสของการก่อาชญากรรมต่อเนื่องได้ๆม่ว่าจะในระดับเล็กหรือระดับใหญ่ ตั้งแต่การขโมย การฆ่าเพราะหักหลังกันเอง การฆ่าคนอื่นเพื่ิปิดปากที่เห็นตนเองกระทำความผิด

คนที่คิดว่าตนเองมีความตั้งใจจะหารายได้เข้าสู่ครอบครัวเพื่อทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการนำหายนะมาสู่ครอบครัวและคนรอบข้างมากกว่าและไม่มีใครยินดีด้วยนักหากรู้ว่าเงินที่ได้มาคือเงินเปื้อนเลือด

ในแง่ของความเป็นมนุษย์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การที่คนเรามีปมด้อยบางอย่างอยู่ในใจ และพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ตัวเองเป็นหนึ่งหรือได้รับการยอมรับในทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่ทุกคนที่จะเลือกทางดี อย่างเช่นตัวละครในเรื่องนี้ เขารู้สึกด้อยค่าเมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน ทั้งๆที่เขานั้นเป็นคนเก่งวิชาเคมีมาก แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆใรชั้นแล้วเขาดูเหมือนประสบความสำเร็จน้อยที่สุด (ในแง่ของการยอมรับและเป็นที่รู้จักทางสังคม) ดังนั้น เขาจึงนำความสามารถทางเคมีมาผลิตยาไอซ์ซึ่งกลายเป็นไอซ์ที่ชั่้นหนึ่งที่ยังไม่เคยมีใครผลิตได้ในเกรดนี้ ที่ทำให้ภูมิใจกับความสำเร็จนี้ และ นอกจากนี้เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าคนเราบางทีก็พร้อมจะ “ดีแตก”ได้ทุกวัยไม่ใช่เฉพาะในช่วงวัยรุ่น

อีกประเด็นหนึ่งของความเป็นมนุษย์ คนบางคนที่จิดใจดี อ่อนโยนแต่ขาดที่พึ่งทางใจก็ทำให้เดินทางผิดพลาดง่าย รวมทั้งอาจถูกคนอื่นอาศัยจุดอ่อนนี้ทำให้ติดกับอยู่กับแวดวงยาเสพติดที่หลุดออกมาไม่ได้ ดังตัวละอีกหนึ่งตัวละครชื่อเจสซี่ ที่เป็นเด็กคนหนึ่งที่่พ่อแม่ไล่ออกจากบ้านเนื่องจากเขาเสพยา ซึ่งจริงๆเขาเป็นเด็กที่มีจิตใจอ่อนโอนแต่ขาดที่พึ่งทางใจ เขาเจอกับวอลเตอร์ ไวท์ ซึ่งเป็นอดีตครูที่ชักนำให้เขาเข้าร่วมการผลิตยา จากเดิมที่เขาแค่เสพและเดินยาเล็กๆน้อยๆ แต่ครั้นคิดจะเลิกเขาก็ถูกปั่นหัวโดยการใช้วิธีการอันแยบยลของวอลเตอร์ และเขาขาดโอกาสที่จะได้ทำดีแม่แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยให้โอกาสนั้นกับเขา

ยังมีอีกหลายๆประเด็นที่สามารถดูแล้วคิดตามได้จากซีรีส์เรื่องนี้ แต่ขอกล่าวโดยสรุปตรงนี้ว่า ซีรีส์  Breaking Bad ซี่รีส์ที่แม้จะยาวแต่ก็มีความน่าติดตามน่าสนใจทั้งในแง่เนื้อหาและโปรดักชั่น มีคอซีรีส์ฝรั่งถกเถียงกันว่าระหว่างเรื่องนี้กับ Game of Throne  เรื่องไหนดีกว่ากัน ถ้าดูเอามัน มีจินตนาการและมีความแฟนตาซีก็ต้อง  Game of Throne  แต่ถ้าดูแล้วรู้สึก “จริง” กว่าและใกล้ตัวกว่าทำให้เข้าถึง และ “อิน” ได้มากกว่าต้องให้  Breaking Bad

Posted in lifestyle, opinion | Tagged , , | Leave a comment